fatima_al_fihriyya_art_nouveau_by_nayzak-d507jxk

คำสั่งแรกที่อัลลอฮฺลงมาให้แก่ท่านศาสดามูฮัมมัด (ขอความสันติสุขและความเมตตาจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) คือห้าโองการแรกที่มีความหมายในภาษาไทยว่า

1) จงอ่านด้วยพระนามของอัลลอฮฺพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด 2) ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด 3)จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นผู้ทรงใจบุญยิ่ง 4) ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา 5) ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ (อัลกุรอาน: 96:1-5)

โองการเหล่านี้ได้ถูกประทานลงมาให้กับท่านศาสดามูฮัมมัด (ขอความสันติสุขและความเมตตาจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่อัลกุรอานได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ของชาวอาหรับในสมัยนั้นว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือการแสวงหาความรู้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าต่อมาท่านศาสดาฯได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในคำสอนของท่านว่า “การศึกษาเป็นวายิบ (สิ่งที่จำเป็นต้องทำ) สำหรับมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิง” และ “จงแสวงหาความรู้แม้จะต้องเดินทางไปถึงเมืองจีน” รวมทั้งคำสอนสำคัญเรื่องการศึกษาที่ท่านศาสดาได้กล่าวไว้นั่นคือ “จงศึกษาตั้งแต่อยู่ในแปลจนถึงหลุมฝังศพ” ซึ่งทุกวันนี้คำสอนนี้ของท่านที่ได้กล่าวไว้เมื่อ 1400 กว่าปีก่อนได้กลายเป็นปรัชญาการศึกษาของโลกไปแล้ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญแก่การศึกษาจึงกลายเป็นปรัชญาหลักคู่กับการเผยแพร่ของอิสลามเสมอมา จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่โลกอิสลามจะให้ความสำคัญแก่การศึกษาเป็นอันดับต้น ๆ และเป็นที่รับรู้กันอย่างดีในหมู่ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ว่านอกจากมหาวิทยาลัยนาลันดา หรือ Nalanda University ในอินเดีย ซึ่งก่อตั้งในปีที่ 600 ก่อนคริสตกาลและขณะนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังบางส่วนแล้วนั้น มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโลกและยังคงดำเนินการมาจนปัจจุบันนี้ คือ มหาวิทยาลัยอัลกอราวียีน (Al-Qarawiyyin University) หรือ University of Al-Karaouine (Morocco) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 841 (หรือปี ค.ศ. 859 ในตำราตะวันตก) ตั้งอยู่ในกรุงเฟซ (Fez) ประเทศโมรอคโค เป็นมหาวิทยาลัยที่มีต้นกำเนิดมาจากมัสยิดหรือศาสนาสถานของอิสลาม แต่สิ่งที่อาจทำให้คนทั่วไปในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ในโลกตะวันออกต้องแปลกประหลาดใจคือ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือสตรีมุสลิม

ใช่แล้วค่ะเธอคือสตรีมุสลิมผู้มีชื่อว่า ฟาตีมา หรือ ฟาตีมะฮฺ อัลฟิฮฺรี (Fatima al-Fihri) ผู้ซึ่งได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ก่อตั้งสถานศึกษาระดับสูงหรือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่ยังคงดำเนินการมาจนปัจจุบันนี้ เมื่อประมาณต้นคริสตศตวรรษที่ 9 ครอบครัวของฟาตีมา อัลฟิฮฺรี อพยพจากเมืองค็อยรอวาน ในประเทศตูนีเซียปัจจุบันไปอยู่ที่เมืองเฟซ ประเทศโมรอคโคในแอฟริกาเหนือ ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางที่รุ่งเรืองในทุก ๆ ด้านของโลกมุสลิมตะวันตกหรือที่เรียกกันว่า al-Maghrib บิดาของเธอคือ มูฮัมมัด บินอับดุลลอฮฺ อัลฟิฮฺรี (Mohammad bin Abdullah Al-Fihri) เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ต่อมาเมื่อบิดาและสามีของฟาตีมาเสียชีวิต เธอและน้องสาวชื่อมีเรียม (Miriam) หรือ มัรยัม ซึ่งได้รับโอกาสทางการศึกษาและมีเงินทุนจำนวนมากได้ใช้มรดกที่ได้รับมาทั้งหมดไปกับการส่งเสริมกิจการทางศาสนาอิสลาม โดยการสร้างมัสยิด สร้างโรงเรียน และทำงานเพื่อการกุศล ฟาตีมาได้อุทิศเวลา ทรัพย์สิน และความสามารถของเธอเพื่อก่อสร้างมัสยิดในสไลต์แอนดาลูเซียขนาดใหญ่และเปิดเป็นโรงเรียนและสถานศึกษาระดับสูงซึ่งรู้จักในชื่อมัสยิดและมหาวิทยาลัยอัลกอราวียีน (Al-Qarawiyyin Mosque and University) ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและเป็นมหาวิทยาลัยที่สำคัญของโมรอคโคและยังคงผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังได้ระบุไว้ด้วยว่าเธอเธอเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนตามหลักการอิสลามอย่างเคร่งครัด และในระหว่างการก่อสร้างเธอได้ถือศึลอดอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความเป็นสิริมงคลให้กับการก่อสร้างมัสยิดรวมทั้งได้กำกับดูแลการก่อสร้างมัสยิดด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด ดังนั้นในยุคกลางของแมดิเตอเรเนียน มัสยิดและมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงเป็นศูนย์กลางศาสนาและการศึกษาระดับสูงที่สำคัญที่สุดของแอฟริกาเหนือ

al qarawiyyin mosque and university5
Al-Qarawiyyin Mosque and University

มหาวิทยาลัย Al-Qarawiyyin เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตที่มีชื่อเสียงมากมายของโลกมุสลิมในสมัยนั้น เช่น นักคิดนักปรัชญาอย่าง อะบุล อับบาส (Abul-Abbas) นักกฏหมายผู้โด่งดังอย่าง มูฮัมมัด อัลฟาซี (Muhammad al-Fasi) นักเขียนและนักเดินทางคนสำคัญอย่างลีโอ แอฟริกานุส (Leo Africanus) รวมทั้งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามที่มีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เช่น นักกฎหมายคนสำคัญของมัซฮับมาลีกี (Maliki School of Thought) คือ อิบนี อัลอาราบี (Ibn al-Arabi, เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1148) นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคือ อิบนี คัลดุน (Ibn Khaldun, เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1406) และนักดาราศาสตร์คนสำคัญคืออัลบิตรูจี หรือรู้จักในโลกตะวันตกในนาม Alpetragius (เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1204)

ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยได้ดึงดูดให้ผู้มีความสามารถทั้งหลายมาศึกษาที่นี่ รวมทั้งผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจำนวนมาก ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น Gerber of Auvergne ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งพระสันตปาปาซิลเวสเตอร์ ที่ 2 (Pope Sylvester II) และเป็นผู้ที่ได้นำความรู้เรื่องเลขอารบิคและการใช้เลขศูนย์ไปเผยแพร่ให้แก่ชาวยุโรปในยุคกลาง นอกจากนั้นหนึ่งในนักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ แพทย์และนักปรัชญาชาวยิวที่มีนามว่า Maimonides ซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 1138 ในดินแดนมุสลิมสเปนหรือแอนดาลูเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวิทยาการและวัฒนธรรมที่สำคัญของโลกมุสลิมในขณะนั้น ในปี ค.ศ. 1160 ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเฟสในโมรอคโค และทำให้เขาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดอิสลามอย่างมากและได้นำแนวคิดสำคัญของอิสลามหลายอย่างไปเผยแพร่ต่อให้กับชาวยิว

มหาวิทยาลัย Al-Qarawiyyin ซึ่งในคริสตศวรรษที่ 14 มีจำนวนนักศึกษาถึง 8,000 คนนั้น ยังเปิดทำการมาจนทุกวันนี้และยังเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในสาขาวิชาต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 1,200 ปีแล้ว และนี่คือหนึ่งในคุณูปการที่สตรีมุสลิมผู้มีนามว่า ฟาตีมา อัลฟิรฮฺรี ได้สร้างไว้ในแก่โลก และเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการอุทิศตนของมุสลิมในการรับใช้อัลลอฮฺโดยการรับใช้มนุษยชาติ

ขอทิ้งท้ายบทความนี้ไว้ว่า การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2014 ของ Malala Yousafzai เด็กสาวอายุ 17 ปี จากปากีสถาน ร่วมกับ Kailash Satayathi นักต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กชาวอินเดีย เป็นนิมิตรหมายอันดีและเป็นการประกาศให้เห็นถึงความทุ่มเทของบุคคลทั้งสองในการทำงานเพื่อคนที่เสี่ยงต่อการถูกลิดรอนสิทธิสองกลุ่มคือผู้หญิงและเด็ก และโดยเฉพาะ Malala Yousafzai ผู้รณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิในการศึกษาของเด็กผู้หญิงในปากีสถานและเคยถูกยิงบนรถบัสจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกลุ่มตอลีบัน ซึ่งใช้ความเชื่อทางวัฒนธรรมชนเผ่าของตนมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันและพยายามทำให้สิทธิทางการศึกษากลายเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับสตรีมุสลิมนั้นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นความพยายามของสตรีมุสลิมอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อดำรงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดที่ได้รับการรับรองจากโองการในอัลกุรอานนั่นคือสิทธิในการแสวงหาความรู้

ถึงแม้ตอนนี้อาจมีคนมากมายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของรางวัลโนเบล โดยมีการตั้งข้อสังเกตมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารางวัลโนเลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของโลกตะวันตกไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคนเห็นพฤติกรรมที่น่าอดสูของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างโอบามาที่ก่อสงครามไปทั่ว รวมทั้งพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของประธานาธิบดีรางวัลโนเบลเพื่อสันติภาพคนนี้ต่อกรณีการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล และอาจมีการมองว่าสาวน้อยมาลาลาก็คือเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งในการสร้างภาพให้โลกเสรีนิยมตะวันตกเป็นแหล่งพักพิงของสตรีมุสลิมที่ถูกกดขี่จากพวกหัวรุนแรง แต่ก็อยากจะชวนตั้งคำถามต่อว่าในเมื่อโลกมุสลิมในอดีตมีสตรีที่สร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อวงการศึกษาของโลกอย่างฟาตีมา อัลฟิฮฺรี แล้วไฉนโลกปัจจุบันนี้ประเทศที่ใช้ชื่อว่าประเทศมุสลิมจำนวนหนึ่งจึงยังจมปลักอยู่กับวัฒนธรรมชนเผ่า ละเลยหลักการอิสลามที่แท้จริง และมีพฤติกรรมที่เปิดช่องทางให้โลกตะวันตกฉกฉวยเป็นข้ออ้างในการเข้าไป “ปลดปล่อย” มุสลิมให้พ้นจากความป่าเถื่อน จากพฤติกรรมกดขี่ทำร้ายผู้หญิง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ ได้เวลาที่มุสลิมเหล่านี้จะหันมาทบทวนตัวเองกันได้หรือยังว่าเขาได้เดินหลงทางออกไปจากคำสอนที่แท้จริงของอิสลามมากมายเพียงไร และจะยอมรับกันได้หรือยังว่ามุสลิมจำนวนหนึ่งได้ละทิ้งหลักการสำคัญของอิสลามที่ว่าการรับใช้อัลลอฮฺคือการรับใช้เพื่อนมนุษย์ไปแล้วอย่างน่าเสียดาย

ภาพในมุมต่าง ๆ ของมัสยิดและมหาวิทยาลัย Al-Qurawiyyin

al qarawiyyin mosque and university1
Al-Qarawiyyin Mosque and University
al-qarawiyin-mosque-and-university0
Al-Qarawiyyin Mosque and University
al qarawiyyin mosque and university4
Al-Qarawiyyin Mosque and University
al qarawiyyin mosque and univesity3
Al-Qarawiyyin Mosque and University
Al-Qarawiyyin
Al-Qarawiyyin Mosque and University
roofs_with_domes_great_mosque_of_kairouan
Al-Qarawiyyin Mosque and University
al qarrawiyyin mosque
Al-Qarawiyyin Mosque and University

ข้อมูลอ้างอิง

1) http://stage1.whyislam.org/social-values-in-islam/fatima-al-fihri-founder-of-worlds-very-first-university/

2) http://en.wikipedia.org/wiki/Fatima_al-Fihri

3) http://beforeitsnews.com/alternative/2014/05/top-10-oldest-universities-of-world-2949252.html

4) http://need4deen.org/851

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก:

  1.  “The Kairaouine Mosque”. Rough Guides. Retrieved 9 August 2012. “and vies with Cairo’s Al-Azhar for the title of world’s oldest university”
  2. Petersen, Andrew: Dictionary of Islamic Architecture, Routledge, 1996, ISBN 978-0-415-06084-4, p. 87 (entry “Fez”):

    The Qarawiyyin Mosque, founded in 859, is the most famous mosque of Morocco and attracted continuous investment by Muslim rulers.

  3. Meri, Josef W. (ed.): Medieval Islamic Civilization: An Encyclopedia, Vol. 1, A–K, Routledge, ISBN 978-0-415-96691-7, p. 257 (entry “Fez”)
  4. Lulat, Y. G.-M.: A History Of African Higher Education From Antiquity To The Present: A Critical Synthesis Studies in Higher Education, Greenwood Publishing Group, 2005,ISBN 978-0-313-32061-3, p. 70:

    As for the nature of its curriculum, it was typical of other major madrasahs such as al-Azhar and al-Qarawiyyin, though many of the texts used at the institution came from Muslim Spain…Al-Qarawiyyin began its life as a small mosque constructed in 859 C.E. by means of an endowment bequeathed by a wealthy woman of much piety, Fatima bint Muhammed al-Fahri.

  5. “Qarawiyin”. Encyclopedia Britannica. Retrieved 9 August 2012. “The Qarawīyīn Mosque is the centre of a university that was founded in AD 859”
  6. Joseph, S, and Najmabadi, A. Encyclopedia of Women & Islamic Cultures: Economics, education, mobility, and space. Brill, 2003, p. 314.
  7. Swartley, Keith. Encountering the World of Islam. Authentic, 2005, p. 74.
  8. Illustrated Dictionary of the Muslim World, Publisher: Marshall Cavendish, 2010 [1] p.161
  9. Civilization: The West and the Rest by Niall Ferguson, Publisher: Allen Lane 2011 – ISBN 978-1-84614-273-4
Advertisements