Search

Reflections upon Life

By Suraiya ฺB. Sulaiman

มุสลิมอังกฤษยุควิคตอเรียผู้เผยแผ่สาสน์แห่งอิสลามสู่สังคมตะวันตก

เรียบเรียงโดย สุรัยยา สุไลมาน

ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

Abdullah-Quilliam-Liverpool-records-Office-One-1
William Henry Quilliam หรือ Abdullah Quilliam (10 เมษายน ค.ศ. 1856 – 23 เมษายน ค.ศ. 1932)

วิลเลี่ยม เฮ็นรี่ ควิลเลี่ยม (William Henry Quilliam) และ มาร์มาดูค วิลเลี่ยม พิคธัล (Marmaduke William Pickthall) เป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษสองท่านที่มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19 หรือยุคสมัยของพระราชินีวิคตอเรีย ทั้งสองเป็นชาวอังกฤษดั้งเดิมที่หันมารับนับถือศาสนาอิสลามและมีบทบาทอย่างสูงที่ทำให้อิสลามกลายเป็นศาสนาที่เป็นที่รู้จักและยอมรับนับถือในสังคมอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน  อับดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยม หรือชื่อเดิม วิลเลี่ยม เฮ็นรี่ ควิลเลี่ยม (William Henry Quilliam) ถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1856 ที่เมืองลิเวอร์พูล เป็นชนชั้นสูงของสังคมอังกฤษที่เติบโตมาในครอบครัวชาวคริสต์นิกายเมโธดิสต์ที่มีหลักปฏิบัติที่เคร่งครัดคล้ายคลึงกับอิสลาม เช่น การห้ามเสพเครื่องดื่มมึนเมา ควิลเลี่ยมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา และมีโอกาสทำคดีสำคัญของอังกฤษหลายคดีจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงนักกฎหมายของเมืองลิเวอร์พูล เขายังมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสาขาชีววิทยาและได้กลายมาเป็นนักวิชาการด้านชีววิทยาที่เป็นที่ยอมรับในช่วงหลังของชีวิต

ขณะที่ควิลเลียมเติบโตมาในสังคมวิคตอเรียที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดทางศาสนาและศีลธรรม แต่สิ่งที่ควิลเลี่ยมได้รับรู้เกี่ยวกับสังคมอังกฤษในยุคนั้นคือความล้มเหลวของคริสตจักรในการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความตกต่ำทางจริยธรรมของผู้คน แม้ว่าอังกฤษในยุคนั้นจะมีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูอันเนื่องมาจากการล่าอาณานิคม แต่สิ่งที่ควิลเลี่ยมรู้สึกค้างคาใจอยู่เสมอคือคำสอนต่างๆในคริสต์ศาสนาที่สวนทางกับความจริงทางสังคม รวมทั้งนโยบายต่างประเทศของอังกฤษเรื่องการล่าอาณานิคมซึ่งเขามองว่าเป็นนโยบายที่ขัดแย้งกับหลักศีลธรรมโดยสิ้นเชิง

เมื่อควิลเลี่ยมมีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศโมรอกโคซึ่งผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสมถะของชาวโมรอกโค และการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่นซึ่งให้ความสำคัญเรื่องจิตใจมากกว่าความเจริญทางวัตถุ ทำให้ควิลเลี่ยมเกิดความประทับใจอย่างยิ่งต่อแนวทางการดำเนินชีวิตอันมีที่มาจากคำสอนของศาสนาอิสลาม ในปี ค.ศ. 1887 หลังกลับจากโมรอกโคเพียงหนึ่งปี ควิลเลี่ยมประกาศต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการว่าเขาได้เปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว การเข้ารับอิสลามของเขานำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาสู่สังคมลิเวอร์พูลและสังคมอังกฤษโดยรวม ควิลเลี่ยมไม่ได้เก็บความศรัทธาในศาสนาอิสลามไว้เพียงลำพัง แต่เขามุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามให้กับผู้คนในสังคมลิเวอร์พูล โดยทำให้คนอังกฤษได้ตระหนักว่าอิสลามไม่ใช่ศาสนาของพวกนอกรีต แต่คือศาสนาที่เชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียวซึ่งสืบทอดหลักการมาจากศาสดาอิบรอฮีม ผู้เป็นบรรพบุรุษของศาสดาแห่งศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ และในปี ค.ศ. 1893 เขาได้ซื้ออาคารแห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูลโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเจ้าชายนัสรุลลอฮฺ คาน จากอัฟกานิสถาน และเรียกชื่อสถานที่นี้ว่า Liverpool Muslim Institute  ถือเป็นสถาบันอิสลามและมัสยิดแห่งแรกในอังกฤษที่ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง

ความมุ่งมั่นของควิลเลี่ยมในการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอิสลามในหมู่คนอังกฤษ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและสนใจของสุลต่านแห่งออตโตมันและกษัตริย์แห่งอัฟกานิสถาน โดยต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งจากสุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 แห่งอาณาออตโตมันให้ดำรงตำแหน่ง Shaikh al-Islam of Great Britain หรือผู้นำศาสนาอิสลามแห่งสหราชอาณาจักร และกษัตริย์แห่งอัฟกานิสถานได้ทรงมอบเงินทุนให้เขาเพื่อใช้ในการขยายศูนย์กลางอิสลามแห่งลิเวอร์พูล โดยควิลเลี่ยมได้สร้างโรงเรียนเพิ่มอีกสองแห่งเพื่อรับนักเรียนประจำทั้งหญิงและชาย รวมทั้งสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อให้การเลี้ยงดูเด็กๆที่ไม่ใช่มุสลิมที่พ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้และยินยอมให้ลูกๆของตนได้รับการเลี้ยงดูภายใต้หลักการอิสลาม ควิลเลียมตั้งชื่อสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของเขาว่าเมดีนา เฮาส์ (Medina House) ซึ่งเขานำมาจากชื่อเมืองมะดีนะฮ์อันเป็นที่ตั้งของบ้านและมัสยิดของท่านศาสดา ทางสถาบันได้เปิดสอนวิชาการต่างๆทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาและวิชาการทั่วไป พร้อมทั้งสร้างพิพิธภัณฑ์อิสลาม ห้องสมุด ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ และจัดหาอุปกรณ์การศึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ขัดสนในอังกฤษ

ศูนย์กลางอิสลามแห่งนี้กลายเป็นที่รวมตัวของชาวอังกฤษที่หันมาศรัทธาในคำสอนของศาสนาอิสลาม และได้กลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม โดยมุสลิมจากหลากหลายเมืองในอังกฤษได้มารวมตัวกันที่นี่ ผู้คนเหล่านี้มีทั้งคนอังกฤษดั้งเดิมซึ่งหันมารับนับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาและชาวมุสลิมต่างชาติที่เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักร ควิลเลี่ยมยังก่อตั้งโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือและวารสารเกี่ยวกับศาสนาอิสลามออกมาเป็นจำนวนมาก เช่น หนังสือเรื่อง The Faith of Islam ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการด้านต่างๆของอิสลาม โดยมียอดการพิมพ์ไม่ต่ำกว่า 5 พันเล่ม และเขาได้ส่งหนังสือไปถวายแด่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียอีกด้วย โดยมีรายงานว่าพระราชินีวิคตอเรียทรงสนพระทัยในเนื้อหาในหนังสือของควิลเลี่ยมเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้ทรงขอให้ควิลเลี่ยมส่งหนังสือไปถวายเพิ่มเติมเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่บรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์อีกด้วย (O’Shea, June 15, 2016)

นอกจากการเขียนและพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอิสลามแแล้ว ควิลเลียมยังผลิตวารสารรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียงคือ The Crescent หรือ วารสารจันทร์เสี้ยว ซึ่งเขาได้เขียนบทความจำนวนมากเพื่อแสดงให้ชาวอังกฤษได้เห็นแนวคิดที่ก้าวหน้าของอิสลาม โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ส่งเสริมหลักคิดที่สอดคล้องกับขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้อเขียนในวารสารของควิลเลี่ยมซึ่งเขาใช้เป็นบทบรรยายในคุตบะฮ์หรือธรรมเทศนาในการละหมาดวันศุกร์ด้วยนั้น สะท้อนให้เห็นความคิดที่ก้าวหน้าของเขาในการพยายามให้ความรู้กับผู้คนในสังคมอังกฤษเกี่ยวกับศาสนาอิสลามผ่านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความสนใจของคนอังกฤษในยุคนั้น  และด้วยความสามารถทางภาษาและประสบการณ์ในการเป็นทนายความที่ทำคดีในระดับสำคัญของอังกฤษมาอย่างยาวนาน งานเขียนของเขาจึงมีหลักฐานที่หนักแน่นและแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงต่างๆได้อย่างกระจ่างชัด ส่งผลให้ควิลเลี่ยมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างในสังคมลิเวอร์พูลในฐานะผู้ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องและสิทธิของผู้ยากไร้

อย่างไรก็ตามมีคนอังกฤษจำนวนหนึ่งต่อต้านความพยายามของควิลเลี่ยมในการเผยแผ่อิสลามและตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาตั้งแต่แรกเริ่มที่เขาประกาศตนเป็นมุสลิม เพราะคนเหล่านั้นมองว่าอิสลามเป็นศาสนาของศัตรูคู่ขัดแย้งและเป็นความเชื่อของผู้คนในประเทศใต้อาณานิคมของตนเอง แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามอคติดังกล่าว ผู้คนที่มีความใกล้ชิดกับควิลเลี่ยมซึ่งล้วนเป็นคนในแวดวงสังคมชั้นสูงและมีการศึกษาที่ดีต่างให้ความสนใจที่จะศึกษาคำสอนที่แท้จริงของอิสลาม มีชาวอังกฤษอย่างน้อย 600 คนหันมารับนับถือศาสนาอิสลามจากการเผยแผ่ของควิลเลี่ยม ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นมีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ขุนนางและชนชั้นสูง รวมทั้งผู้คนทั่วไปในสังคมอังกฤษ

ความสำเร็จของควิลเลี่ยมเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางถึงขนาดที่ว่าเมื่อสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมัน ส่งตัวแทนมาร่วมเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระราชินีวิคตอเรียในปี ค.ศ. 1897 ท่านผู้แทนพระองค์ยังได้แจ้งความประสงค์ที่จะไปเยี่ยมควิลเลี่ยมถึงที่พักของเขาที่เมืองลิเวอร์พูล เรื่องราวอันน่าตื่นเต้นและขบวนแห่แหนอันยิ่งใหญ่ของผู้แทนพระองค์ของสุลต่านแห่งออตโตมันในครั้งนั้นได้รับการบันทึกไว้ในวารสาร The Crescent ของควิลเลี่ยมด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชุมชนมุสลิมกลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นและได้ผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมลิเวอร์พูลและสังคมอังกฤษโดยทั่วไป และด้วยเหตุนี้อิสลามจึงไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงศาสนาของลูกเรือต่างชาติในประเทศใต้อาณานิคมที่มาขายแรงงานในประเทศเจ้าอาณานิคมอีกต่อไป

Sheikh-Abdullah-Quilliam
Sheikh Abdullah Quilliam

อย่างไรก็ตาม แม้ควิลเลี่ยมจะได้รับความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจอันถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและทำให้อิสลามกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมอังกฤษ แต่เขาก็ได้รับแรงกดดันจากสังคมอย่างมากโดยเฉพาะการที่เขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างชาติของอังกฤษเรื่องการขยายอาณานิคมในประเทศมุสลิมอย่างตรงไปตรงมาทำให้เขาถูกตั้งคำถามเรื่องความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองของตนเอง ควิลเลี่ยมยืนยันว่าเขาเป็นราษฎรอังกฤษโดยกำเนิดผู้มอบความจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยมต่อแผ่นดินเกิดของตนเอง และขณะเดียวกันเขาก็เป็นมุสลิมที่ยึดมั่นในหลักการของศาสนาอิสลามอย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ของเขา ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1908 ควิลเลี่ยมกับลูกชายมีแผนการเดินทางไปเยือนอิสตันบูลเป็นเวลา 6 สัปดาห์ แต่แล้วทั้งสองคนก็หายตัวไปอย่างลึกลับโดยที่ไม่มีใครทราบสาเหตุ และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนลูกชายคนเล็กของควิลเลี่ยมซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลได้รื้อถอนและทำลายทุกอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอิสลามที่ควิลเลี่ยมก่อตั้งขึ้น ด้วยการหายตัวไปของควิลเลี่ยมดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอิสลามในสหราชอาณาจักรได้ถูกทำให้มืดมนไปด้วย

แต่แล้วเรื่องน่ายินดีก็เกิดขึ้น หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของควิลเลี่ยมและบุตรชาย มีผู้ค้นพบว่าควิลเลี่ยมได้กลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษโดยอาศัยอยู่ที่ชุมชนโวคคิง เมืองเซอร์เรย์ เขาได้เปลี่ยนชื่อเป็น เฮ็นรี มาร์แซล ลีออง (Henri Marcel Leon) หรือเป็นที่รู้จักในนาม Professor H.M. Leon โดยอักษรย่อ H.M. มาจากชื่อมุสลิมของเขาคือ ฮารูน มุสตอฟา ลีออง (Haroun Mustapha Leon)  เมื่อกลับมาอยู่อังกฤษเขายังมีบทบาทอย่างแข็งขันในชุมชนมุสลิมโดยได้เขียนบทความหลายชิ้นลงตีพิมพ์ในวารสาร The Islamic Review ซึ่งเป็นวารสารของชุมชนมุสลิมแห่งเมืองโวคคิงและได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางชุมชนมุสลิมโวคคิงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะเป็นมุสลิมที่อุทิศตนให้กับการทำงานศาสนาแล้ว เขายังทำงานทางวิชาการอย่างแข็งขันและกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นที่ยอมรับในสถาบันการศึกษาชั้นสูงของอังกฤษและอเมริกา โดยก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1932 เขาได้ดำรงตำแหน่งคณบดีของ London School of Physiology ร่างของควิลเลี่ยมถูกฝังไว้ที่สุสาน บรูควู้ด (Brookwood Cemetery) ในชุมชนโวคคิง เมืองเซอร์เรย์

แล้วเราก็ได้รับรู้ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง ในปีค.ศ. 1996 ชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งในอังกฤษได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมอับดุลลอฮฺ ควิลเลียม หรือ Abdullah Quilliam Society ขึ้น โดยได้รณรงค์ให้มีการบูรณะตึกที่เคยเป็นสถานที่ตั้งของ Liverpool Muslim Society ซึ่งได้ถูกทิ้งร้างไปเป็นเวลาร่วมศตวรรษ ขณะนี้ได้มีการระดมทุนเพื่อซ่อมแซมสถานที่และฟื้นฟูกิจกรรมต่าง ๆ ที่อัลดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยมเคยริเริ่มไว้ โดยทางสมาคมอับดุลลอฮฺควิลเลี่ยมได้บูรณะห้องละหมาดและเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปแล้วเมื่อกลางปี ค.ศ. 2014 หลังจากตึกแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาถึง 106 ปี โครงการระยะต่อไปคือการเปิดให้บริการที่พักรายเดือนสำหรับนักเรียน นักศึกษาในเมืองลิเวอร์พูล รวมทั้งกิจกรรมที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย ผลงานอันยิ่งใหญ่ที่ริเริ่มไว้โดยอัลดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยม มุสลิมชาวอังกฤษคนแรกของยุควิคตอเรียกำลังจะกลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคมอังกฤษอีกครั้งในไม่ช้านี้

Mosque-Interior-Liverpool-Records
สภาพภายในของ The Muslim Institute, Liverpool ในยุคสมัยของอับดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยม 
Interior-Abdullah-Quilliam-Mosque-Prayer-Hal
บริเวณภายในโถงละหมาดของ Abdullah Quilliam Society หลังการบูรณาซ่อมแแซม 

นอกจากศูนย์กลางอิสลามแห่งเมืองลิเวอร์พูลซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอับดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยมแล้ว ในยุควิคตอเรียยังมีศูนย์กลางอิสลามอีกแห่งที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในการเป็นสถานที่รวมตัวของมุสลิมยุคแรกของอังกฤษ นั่นคือมัสยิดโวคคิง (Woking Mosque) ในเมืองเซอร์เรย์ ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1889 โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่ามัสยิดชาห์ จาฮัน (Shah Jahan Mosque) ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการก่อสร้างส่วนใหญ่จากพระราชินีชาห์จาฮัน ผู้ครองนครโบพัล (Bhopal) ซึ่งเป็นอาณาจักรทางตอนกลางของอินเดีย เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนากิจและพบปะของนักเรียนชาวอินเดียซึ่งมาศึกษาที่สถาบันบูรพาคดี (Oriental Institute) ที่เมืองเซอร์เรย์ มัสยิดแห่งนี้ดึงดูดความสนใจของชาวอังกฤษจากสังคมชั้นสูงอีกหลายคนที่หันมารับนับถือศาสนาอิสลาม และหนึ่งในนั้นคือมาร์มาดูค วิลเลี่ยม พิคธัล (Marmaduke William Pickthall) มุสลิมอังกฤษคนแรกที่แปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษ และเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างสูงและในระยะยาวต่อการเผยแผ่คำสอนของอิสลามสู่สังคมอังกฤษและโลกตะวันตกโดยรวม

Pickthal
Muhammad Marmaduke Pickthall (7 เมษายน ค.ศ. 1875 – 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1936)

มาร์มาดูค พิคธัล เกิดในปี ค.ศ. 1875 ในเมืองลอนดอน บิดาเป็นมิชชันนารีแองกลิกัน ตระกูลของเขาสืบเชื้อสายขึ้นไปถึงเซอร์ โรเจอร์ เดอ พิคตู (Sir Roger de Poictu) ยอดอัศวินของกษัตริย์วิลเลียมผู้พิชิต และนามสกุลพิคธัลคือนามสกุลที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษของเขานั่นเอง พิคธัลใช้ชีวิตในวัยเด็กที่คฤหาสน์ของตระกูลในแถบชนบทซัฟโฟล์ก จนเมื่ออายุได้ 5 ขวบบิดาของเขาเสียชีวิตลง ครอบครัวของพิคธัลจึงย้ายมาอยู่ที่กรุงลอนดอน ขณะเรียนอยู่ที่แฮโรว์ โรงเรียนสำหรับชนชั้นสูงของอังกฤษเขาได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับเซอร์วินส์ตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีชื่อดังของอังกฤษ เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนแฮร์โรว์ด้วยวัยเพียง 17 ปี พิคธัลออกเดินทางเพื่อไปแสวงหาประสบการณ์ในดินแดนต่างๆ ทั้งในโลกอาหรับและในตุรกี เขาเรียนรู้ภาษาอาหรับอย่างแตกฉานขณะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น ปาเลสไตน์ ซีเรีย และอียิปต์ เขาศึกษาวรรณกรรมอาหรับจำนวนมากและสิ่งที่สร้างความประทับใจให้เขามากที่สุดคือคัมภีร์อัลกุรอาน พิคธัลได้เขียนงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญออกมาจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศในตะวันออกกลาง แต่ถึงแม้จะประทับใจกับสภาพสังคมที่มีความสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในโลกอิสลามขณะนั้น พิคธัลกลับใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าที่เขาจะหันมาประกาศตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม เหตุการณ์ที่พลิกผันชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาลเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมนี รวมทั้งตุรกีซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามที่พิคธัลผูกพันและประทับใจ ในช่วงนี้เองบาทหลวงและนักการเมืองอังกฤษพยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลในการทำสงครามกับตุรกีด้วยการบิดเบือนคำสอนของอิสลาม ใส่ร้ายป้ายสีท่านศาสดามูฮัมหมัด และสร้างภาพที่น่ากลัวให้กับมุสลิม วันหนึ่งหลังจากได้ฟังบทสวดมนต์ในโบสถ์ที่กล่าวพาดพึงถึงท่านศาสดามูฮัมหมัดอย่างเสียหาย พิคธัลตัดสินใจหันหลังให้กับคริสต์ศาสนาและไม่เคยกลับเข้าโบสถ์อีกเลย ในปี ค.ศ. 1917 เขาได้ตัดสินใจประกาศตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามหลังจากการบรรยายในหัวข้อ “อิสลามและความก้าวหน้า” ณ สมาคมวรรณกรรมอิสลามแห่งชุมชนนอตติงฮิลล์ กรุงลอนดอน

หลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาทันที จากการเป็นนักเขียน นักเดินทาง และผู้เชี่ยวชาญด้านโลกตะวันออก พิคธัลถูกมองว่าเข้าข้างศัตรูของรัฐบาลคือตุรกี ด้วยแรงกดดันจากสังคมและความผิดหวังต่อรัฐบาลอังกฤษพิธัลตัดสินใจย้ายไปอินเดียและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาร่วมสองทศวรรษ และที่อินเดียนี่เองที่พิคธัลมีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตนั่นคือการแปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเขาให้ชื่อว่า The Meaning of the Glorious Qur’an ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1930 โดยเขายืนยันว่าผลงานของเขาเป็นเพียงความพยายามในการให้ความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษ และไม่มีใครสามารถแปลอัลกุรอานได้ เพราะอัลกุรอานที่แท้จริงต้องเป็นภาษาอาหรับเท่านั้น ผลงานของพิคธัคถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการการแปล และถือเป็นผลงานชิ้นเอกของอัลกุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษ เพราะเป็นครั้งแรกที่มุสลิมซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เป็นผู้แปลอัลกุรอาน พิคธัลได้ใช้ประสบการณ์ในฐานะนักเขียนและประสบการณ์ด้านภาษาและวัฒนธรรมอิสลามที่ตนเองสั่งสมมาตลอดชีวิตในการถ่ายทอดความหมายของอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ งดงามและวิจิตรบรรจง อัลกุรอานฉบับแปลของพิคธัลแตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษก่อนหน้านั้นจำนวนมากซึ่งเป็นที่รับรู้กันในหมู่นักวิชาการว่าอัลกุรอานฉบับแปลเหล่านั้นมีลักษณะที่บิดเบือนไปจากคำสอนของอิสลาม โดยมีการผสมผสานอคติของผู้แปลไว้ในส่วนของคำอธิบายและเชิงอรรถ แต่เมื่อผู้อ่านมีโอกาสดื่มด่ำความหมายของอัลกุรอานจากฉบับที่แปลโดยผู้ที่ศรัทธาในอิสลามและมีการอ้างอิงคำอรรถาธิบายจากตำราที่ได้มาตรฐาน สาสน์ของอัลกุรอานจึงได้รับการถ่ายทอดไปสู่ผู้อ่านอย่างแท้จริง อคติต่างๆที่ผู้ศึกษาอัลกุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษเคยมีต่ออิสลามจึงเริ่มลดน้อยถอยลง

The Meaning of the Glorious Quran
                     อัลกุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษ                     ผลงานของมาร์มาดูค พิคธัล

หากมองย้อนกลับไปก่อนที่พิคธัลจะละทิ้งสังคมอังกฤษไปใช้ชีวิตอยู่ ณ ประเทศอินเดีย มัสยิดโวคคิง ที่เซอร์เรย์ เป็นสถานที่แห่งเดียวในอังกฤษที่เป็นเสมือนบ้านหลังที่สองที่เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความมีน้ำใจ และบรรยากาศที่เป็นมิตร เมื่อเขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1936 หลังจากกลับมาใช้ชีวิตที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปี ร่างของเขาจึงถูกฝังไว้ที่สุสานบรูควู้ด (Brookwood Cemetery) ซึ่งเป็นสุสานเดียวกับที่ฝังร่างของอับดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยม ใกล้ ๆ กับชุมชนโวคคิง ในเมืองเซอร์เรย์นี่เอง

ณ มัสยิดโวคคิงและในโลกของมุสลิมที่ใช้ภาษาอังกฤษพิคธัลได้ทิ้งตำนานอันยิ่งใหญ่ของเขาไว้ ทุกครั้งที่เราเปิดอ่านอัลกุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษบนอินเตอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอัลกุรอานฉบับภาษาอังกฤษมาไว้ในโทรศัพท์มือถือ อัลกุรอานฉบับแปลของพิคธัลคือตัวเลือกหนึ่งที่ยังเป็นที่นิยมตลอดกาล และนี่คือตำนานแห่งสองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในยุคบุกเบิกของอิสลามในสหราชอาณาจักร อันที่จริงยังมีเรื่องราวของมุสลิมอังกฤษในยุคบุกเบิกอีกหลายท่านที่มีบทบาทอย่างมากในการเผยแผ่อิสลามในสังคมอังกฤษ เช่น โรแลนด์ อัลลิสัน วินน์ (Rowland Allison-Winn) หรือ บารอนเฮดลีย์ที่ 5 (The 5th Baron Headley) ขุนนางระดับสูงของอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนามลอร์ดเฮดลีย์ อัลฟารุค ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีค.ศ. 1855 ถึง 1935 รวมทั้งเซอร์อับดุลลอฮฺ อาร์ชิบัลด์ แฮมิลตัน (Sir Abdullah Archibald Hamilton) ซึ่งเป็นเพื่อนรักของลอร์ดเฮดลีย์ อัลฟารุค โดยร่างของท่านทั้งสองถูกฝังอยู่ที่สุสานแห่งเดียวกับอับดุลลอฮฺ ควิลเลี่ยม และ มาร์มาดูค พิคธัล

เรื่องราวของชาวอังกฤษในยุควิคตอเรียผู้วางรากฐานแห่งอิสลามให้กับสังคมอังกฤษยังเป็นที่กล่าวขานอย่างไม่รู้ลืมและดวงวิญญาณของท่านเหล่านั้นได้พำนักอยู่ ณ สถานที่อันสงบสุขเพื่อรอเวลาแห่งการประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮฺ ในฐานะผู้ที่ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างมุสลิมและผู้คนต่างศาสนิกในสังคมตะวันตก ชีวิตและการงานของท่านนับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่ผู้ที่ต้องการค้นหาสัจธรรม รวมทั้งมุสลิมรุ่นหลังในการถ่ายทอดความรู้และสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้สังคมต่อไป

shah-jahan-mosque-gallery_0
Shah Jahan Mosque หรือ Woking Mosque เป็นมัสยิดที่สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานของอิสลามแห่งแรกของประเทศอังกฤษ (ปี ค.ศ. 1889)

เอกสารอ้างอิง

Abdullah Quilliam Society. About Abdullah Quilliam. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2559 จาก http://www.abdullahquilliam.org/about-abdullah-quilliam/

Bano, Rahila. (April 25, 2012). The Legacy of Victorian England’s First Islamic Convert. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2559 จาก http://www.bbc.com/news/uk-england-17827016

Centre for the Study of Islam in the UK. William Henry Abdullah Quilliam (1856-1932). สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2559 จาก http://www.bbc.com/news/uk-england-17827016

Great British Islam. BBC Productions สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2559 จาก https://www.youtube.com/watch?v=79w-6CCyzvg

Marmaduke Pickthall: A Brief Bibliograpy. British Muslim Heritage สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2559 จาก http://www.masud.co.uk/ISLAM/bmh/BMM-AHM-pickthall_bio.htm

Muhammad Marmaduke Pickthal in Service of Islam. (January 15, 2002). Islamicity. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2559 จาก http://www.islamicity.org/1678/muhammad-marmaduke-pickthall-in-service-of-islam/

(June 15, 2016). The Victorian Muslims of Britain
สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2561 จาก http://www.aljazeera.com/indepth/features/2016/05/victorian-muslims-britain-160514100711278.html

Woking Muslim Mission, England, 1913-1968. Abdullah Quilliam as mentioned in          contemporary Ahmadiyya and Woking Muslim mission literature. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2559 จาก http://www.wokingmuslim.org/pers/quilliam/

Advertisements

นิสัยอันทรงพลัง 5 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

1. ตื่นเช้า

คนที่ประสบความสำเร็จจะตื่นเช้า เพราะยิ่งตื่นเช้าเท่าไรเขาก็จะมีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ จงจำไว้ว่านกที่ออกหาเหยื่อก่อนย่อมจับหนอนได้ก่อนเสมอ และแน่นอนว่านกที่ตื่นเช้าก็ย่อมนอนหลับได้สนิทในยามค่ำคืน หากพบว่าตนเองเป็นคนตื่นยาก ให้ลองหานาฬิกาปลุกที่มีเสียงดังน่ารำคาญมาใช้ วิธีการนี้จะช่วยบังคับให้คุณตื่นได้เร็วขึ้น และให้วางนาฬิกาไว้อีกด้านของห้อง เพื่อบังคับให้คุณต้องลุกขึ้นเพื่อไปปิดนาฬิกาปลุก

2. อ่านมาก

ทุกอย่างที่คุณอ่านจะถูกบรรจุเข้าไปในสมองของคุณพร้อมข้อมูลต่างๆอย่างละเล็กละน้อย และเราไม่มีวันรู้ได้ว่า เมื่อไรที่ข้อมูลเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะกลายมาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเรา ยิ่งคุณมีความรู้มากคุณก็จะมีความพร้อมมากกว่าผู้อื่นที่จะเผชิญและแก้ไขปัญหาต่างๆที่ต้องพบเจอ และยิ่งอ่านมากคุณจะรู้จักถ้อยคำต่างๆมากขึ้นและถ้อยคำเหล่านี้จะกลายมาเป็นศัพท์แสงต่างๆที่คุณสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ การเป็นคนที่พูดจาฉะฉานและสามารถเรียบเรียงถ้อยคำได้ดีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่คือคุณสมบัติสำคัญที่เป็นสิ่งจำเป็นในทุกสาขาวิชาชีพ เมื่อคุณอ่านวรรณกรรมให้จดจำประเภทต่างๆของตัวละคร รวมทั้งภูมิหลัง แรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ นอกจากนั้นเราต้องดูโครงเรื่องรองของงานวรรณกรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา เราอาจจะต้องจดจำสิ่งต่างๆเหล่านี้ แต่สมองของเรามีความมหัศจรรย์เพราะมันจะสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างค่อนข้างง่ายดาย สิ่งที่น่าทึ่งคือทุกครั้งที่เราจดจำสิ่งใหม่ๆสมองก็จะสร้างเส้นใยใหม่ๆขึ้นมาทุกครั้งและจะช่วยให้เส้นใยสมองเดิมแข็งแรงขึ้น สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดการจำเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆได้ดี การอ่านนั้นไม่จำเป็นว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนหรือมากแค่ไหน เพียงแต่สร้างนิสัยการอ่านประจำวันขึ้นมาให้ได้ สิ่งนี้ก็จะช่วยเพิ่มพูนความรู้และช่วยให้คุณสามารถเดินทางสู่ความสำเร็จได้อย่างดี

3. รักษาสุขภาพ

ลักษณะนิสัยที่นำไปสู่การสร้างสุขภาพที่ดี เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงสิ่งให้โทษ เหล่านี้เป็นลักษณะนิสัยที่จำเป็น แต่หากเราลองคิดต่อว่าทำไมเราต้องฝึกฝนให้เกิดคุณลักษณะต่างๆเหล่านี้ เราจะพบกว่าการสร้างสุขนิสัยที่ดีนั้นล้วนเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดสุขภาพที่ดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และอารมณ์ ลักษณะนิสัยเหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้ชีวิตดีขึ้นในทุกๆด้าน และจะทำให้คุณรู้สึกดีตลอดเวลา การสร้างลักษณะนิสัยที่ดีเป็นเรื่องยากและมักต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเราก่อน แต่หากคุณตั้งใจที่จะละเลิกสิ่งต่างๆที่ไม่ดีเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของคุณแล้ว ผลที่ได้รับนั้นย่อมยิ่งใหญ่เสมอ ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร เพศอะไร หรือมีความสามารถทางร่างกายในระดับใดก็ตาม

4. ไม่อิจฉาตาร้อน

เส้นทางสู่ความสำเร็จของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี และเราสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวหรือชัยชนะของผู้อื่นได้อย่างมากมาย แต่เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มที่จะนำความก้าวหน้าของเราไปเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าของผู้อื่น แทนที่จะใช้ความสำเร็จเหล่านั้นเพื่อก่อเกิดแรงบันดาลใจ เราอาจเริ่มเกิดความอิจฉา รู้สึกเครียด รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่า และเกิดปมทางจิตที่เรียกว่า inferiority complex คือความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่ากว่าผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ปกติแล้วมนุษย์มักจะใช้ผู้อื่นเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเรา เรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ และมักจะเปรียบเทียบตัวเรากับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า แน่นอนว่าหากเราไม่ดูความสำเร็จของผู้อื่นเราก็อาจไม่รู้ได้ว่าอะไรที่เราสามารถทำได้บ้างในชีวิตของเรา แต่หากเรามัวแต่มองไปที่เส้นชัยของคนอื่น สิ่งนั้นอาจนำมาซึ่งความอิจฉาริษยาได้เช่นกัน และนั่นจะเป็นการบั่นทอนตัวเราเองจากการเดินทางไปสู่เส้นชัย และอาจนำไปสู่ความเครียด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกิเลสตัวนี้ที่เรียกว่า ความอิจฉาริษยา เพราะเวลาและพลังงานที่เราต้องสูญเสียไปกับการกังวลว่าคนอื่นจะทำอะไรได้บ้างนั้น ควรจะนำมาใช้ในการทำสิ่งต่างๆเพื่อสร้างความสำเร็จให้ตนเอง คนที่ประสบความสำเร็จตระหนักดีว่าหนทางเดินของตนเองนั้นมีลักษณะเฉพาะและไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับเส้นทางของผู้อื่นได้ ดังนั้นคนเหล่านี้จึงลงทุนไปกับตนเองโดยมุ่งไปที่เป้าหมายของตนเอง เปรียบเสมือนม้าแข่งที่ใส่เครื่องปิดตาและพุ่งตรงไปที่เส้นชัยด้านหน้าเท่านั้น

5. ให้ความสำคัญกับเวลา

ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเวลาในชีวิตมีจำกัด การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้คุณใช้เวลาในแต่ละวันเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต และจะทำให้คุณทำงานหนักได้ทุกคืนวันเพื่อไปให้ถึงฝันที่วางไว้ เพื่อสร้างสิ่งที่มีคุณค่าและให้คุณได้กลายเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้จดจำ ความสำเร็จนั้นรวมไว้ด้วยการเดินทางที่ต้องอาศัยการเรียนรู้แต่ละบทเรียนในแต่ละช่วงจังหวะของชีวิต ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาตนเองและขัดเกลาตนเองอย่างสม่ำเสมอ คนที่ประสบความสำเร็จจะเคลื่อนที่ไปข้างและพร้อมเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ และบทเรียนใหม่ ๆ ในชีวิตอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราได้เรียนรู้เช่นนี้แล้วก็ขอให้เราได้ใช้เคล็ดลับทั้ง 5 ประการในการสร้างความสำเร็จให้ชีวิตของเรากันเถิด อินชาอัลลอฮฺ

บทเรียนจากการบรรยายของ เชค มูอิซ บุคอรี

แปลและเรียบเรียงโดย สุรัยยา สุไลมาน

รับฟังบทบรรยายภาษาอังกฤษได้จากวิดีโอด้านล่างนี้

คำไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุก่อการร้ายที่ศูนย์กลางอิสลามเมืองควิเบค โดยอิหม่ามฮัซซัน ยิลเลต (Imam Hassan Guillet)

imam-hassan-guillet.jpg
อิหม่ามฮัซซัน ยิลเลตกล่าวว่าวาทกรรมทางการเมืองและสังคมของควิเบคได้ถูกอาบด้วยยาพิษแห่งความกลัวและความเกลียดชังที่มีต่อมุสลิม

อิหม่าม ฮัซซัน ยิลเลต (Imam Hassan Guillet) ซึ่งเป็นอิหม่ามของเมืองควิเบค ได้กล่าวคำไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางอิสลามของเมืองควิเบค ประเทศแคนาดา โดยพิธีไว้อาลัยและการละหมาดให้ผู้เสียชีวิตได้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมของเมืองควิเบค เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา คำกล่าวไว้อาลัยของอิหม่ามอัซซันในครั้งนี้เป็นคำกล่าวที่ลึกซึ้ง กินใจและได้ข้อคิดที่ดีมากมาย เลยอยากนำมาแบ่งปันกันตรงนี้ค่ะ ในส่วนหนึ่งของคำไว้อาลัยอิหม่ามได้กล่าวว่า

วันนี้เรามารวมตัวกันที่นี่เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียชีวิต เรามาเพื่อละหมาดให้กับบรรดาพี่น้องของเราที่พวกเขาไม่อาจละหมาดได้จนจบพิธีในวันนั้น ผมคิดว่าไม่มีใครในศูนย์ประชุมแห่งนี้และในโลกนี้สามารถเลือกที่เกิดของตัวเองได้ แต่พี่น้องของเรา คอลิด อบูบากัร อับเดลการีม อัซเซดีน มามาดู และ อิบรอฮีมได้เลือกที่ที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่ เขาต่างเลือกสังคมที่เขาต้องการจะลงหลักปักฐาน เขาได้เลือกว่าจะให้ลูก ๆ ของเขาเติบโตขึ้นมากับใคร และนั่นคือแคนาดา นั่นคือควิเบค พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในควิเบคและเลือกที่จะถือพาสปอร์ตของแคนาดา ตอนนี้ขึ้นอยู่กับสังคมแคนาดาว่าจะเลือกพวกเขาเหมือนที่พวกเขาได้เลือกสังคมแคนาดาหรือไม่

พวกเขาต่างมีความฝันที่จะส่งลูกหลานของเขาไปโรงเรียน ความฝันที่จะซื้อบ้าน ความฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ และเราจะสานต่อความฝันของพวกเขา เหมือนที่เขาได้ยื่นไมตรีให้กับสังคมแห่งนี้ ตอนนี้อยู่ที่เราว่าจะยื่นไมตรีจิตกลับไปยังพวกเขาหรือไม่ อาจจะสายเกินไปสำหรับพวกเขาทั้งหกคนที่จะได้รับการหยิบยื่นไมตรีจิตจากสังคมแห่งนี้ สังคมอาจไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ และสังคมอาจขาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากพวกเขา แต่เรายังคงมีโอกาสอยู่ สังคมนี้อาจไม่ได้สัมผัสมือกับพวกเขาทั้งหกคน แต่ลูก ๆ ของพวกเขายังอยู่ เรายังมีโอกาสได้ยื่นไมตรีไปยังพวกเขา สัมผัสมือกับพวกเขา เรายังมีเด็กกำพร้าที่ขาดพ่ออีก 17 คน เรายังมีภรรยาหม้ายที่ขาดสามีอีก 6 คน และเรายังมีพี่น้องเราที่ยังพักรักษาตัวจากการบาดเจ็บอยู่อีกถึง 5 คน ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงให้พวกเขาได้ออกจากโรงพยาบาลในเร็ววันด้วยเถิด

quebec-mosque-victims
เหยื่อผู้ถูกสังหารทั้ง 6 คน เริ่มจากด้านซ้ายสุดตามเข็มนาฬิกา Azzedine Soufiane, Mamadou Tanou Barry, Khaled Belkacemi, Aboubaker Thabti, Ibrahima Barry and Abdelkrim Hassane (CBC)

“ผมได้เอ่ยชื่อเหยื่อผู้โชคร้ายครั้งนี้ครบแล้วหรือยัง ยังเลย ยังมีเหยื่ออีกคนหนึ่งที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึง และไม่มีใครอยากเอ่ยถึงเขา แต่ด้วยวัยของผมขณะนี้ ผมก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วที่จะเอ่ยถึงชื่อนี้ นั่นคือเหยื่อที่ชื่อว่า อเล็กซานเดร บิซซอนเนต (Alexandre Bissonnette) ก่อนที่อเล็กซานเดรจะกลายมาเป็นผุ้ก่อเหตุในครั้งนี้เขาก็เคยเป็นเหยื่อมาก่อน ก่อนที่เขาจะสาดกระสุนเข้าใส่ศีรษะเหยื่อของเขาในครั้งนี้ เคยมีใครบางคนได้เคยปลูกฝังความคิดบางอย่างที่อันตรายกว่ากระสุนปืนเข้าไปในหัวของเขาเช่นกัน

เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ตื่นมาในตอนเช้าแล้วบอกเพื่อน ๆ ของเขาว่า “เฮ้ย พวกเราแทนที่จะไปปิกนิกหรือดู the Canadiens เราไปหาเรื่องฆ่าใครในมัสยิดกันดีกว่า” เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้น นักการเมืองบางกลุ่ม นักข่าวบางคน และสื่อบางสำนักได้วางยาพิษให้กับสังคมเราไว้แล้ว อเล็กซานเดรไม่ได้เริ่มต้นการกระทำของเขาจากสุญญากาศ เด็กหนุ่มคนนี้ถูกพิษร้ายทำลายเขามาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เราอยากให้เขาเป็นรายสุดท้ายที่ก่ออาชญากรรมเช่นนี้ เราอยากให้ทุกอย่างจบลงตรงนี้”

แต่หากเรายังใช้วิธีการเดิมๆในการหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ เราก็ยังจะคงได้รับผลลัพธ์เช่นเดิม เรายินดีกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือ กับการสูญเสียทั้ง 6 ชีวิต กับการมีเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้นมา 17 คน กับหญิงหม้ายอีก 6 คน และกับครอบครัวอีกหนึ่งครอบครัวที่แตกสลาย นั่นคือครอบครัวของอเล็กซานเดร และนั่นอาจรวมไปถึงเพื่อน ๆ ของเขาด้วย ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีการ ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากจากท่านนายกรัฐมนตรีของเรา จากท่านผู้ว่าการรัฐของเรา ท่านนายกเทศมนตรีของเรา จากผู้นำจำนวนมากมายของเรา ผมรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขามาก และผมก็รู้สึกขอบคุณพวกเขามากเช่นกัน

quebec-mosque-shooting-20170203-1
Philippe Couillard ผู้ว่าการรัฐควิเบค และ Justin Trudeau นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้เข้าร่วมพิธิไว้อาลัยและพิธีละหมาดให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิตที่ศูนย์ประชุมของเมืองควิเบคเมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. 2560  (Paul Chiasson/CP)

ขอให้เราหันมาเปลี่ยนวิธีการกันเถิด ขอให้เราหันมาร่วมมือร่วมใจกัน เริ่มต้นจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สร้างสังคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับที่เราได้รวมกันเป็นหนึ่งในวันนี้ ร่วมทุกข์ ร่วมเจ็บปวดด้วยกัน ขอให้เรามาสร้างฝันร่วมกัน สร้างความหวังร่วมกัน และสร้างอนาคตร่วมกัน

ท่านศาสนทูตของเราถูกปองร้ายจนต้องอพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านมีเพียงลำพังตัวคนเดียว แต่หลังจากนั้นอีกแปดปีท่านกลับมายังมักกะฮฺ บ้านเกิดของท่านพร้อมผู้ติดตามท่านอีกเป็นหมื่นคน อีกไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น ในการกล่าวเทศนาธรรมครั้งสุดท้ายของท่าน มีผู้คนรายล้อมท่านถึงหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้คนเหล่านี้มาจากไหนในเวลาไม่ถึงสิบปี พวกเขาไม่ได้มาจากดาวอังคาร ไม่ได้มาจากอวกาศ แต่พวกเขาเหล่านั้นคือผู้คนที่เคยเห็นท่านเป็นศัตรู ผู้คนที่เคยคิดจะสังหารท่าน ผู้คนที่เคยประหัตประหารท่าน ประหัตประหารสาวกของท่านและผู้คนที่เห็นอกเห็นใจท่าน ท่านได้เปลี่ยนบรรดาศัตรูเหล่านั้นให้กลายมาเป็นเพื่อน มาเป็นผู้ที่เดินตามคำสอนท่าน

แต่เราในขณะนี้ไม่ได้มีศัตรู ผมขอย้ำว่าเราไม่มีศัตรู เรามีแต่เพียงคนบางกลุ่มบางพวกทีไม่รู้จักเรา ดังนั้นจึงควรจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เราจะอธิบายเรื่องราวต่างๆให้กับคนที่ไม่รู้จักให้เขาได้รู้จักเรา ให้เขาได้รู้ว่าเราคือใคร เราก็คือประชาชนชาวแคนาดาเหมือนประชาชนคนอื่นๆ มีสิทธิและหน้าที่เหมือนคนอื่นๆ และเราควรร่วมกันสร้างประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน ด้วยวิธีการนี้ที่เราจะแสดงความเคารพต่อผู้วายชนม์ และด้วยวิธีการนี้ที่เราจะดูแลบรรดาลูกกำพร้าของเรา และด้วยวิธีการนี้เราจะเป็นมุสลิมที่ดี เราจะเป็นพลเมืองที่ดีของแคนาดาและเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐควิเบคแห่งนี้

แปลและเรียบเรียงโดย สุรัยยา สุไลมาน จากส่วนหนึ่งของบทไว้อาลัยโดยอิหม่ามฮัซซัน ยิลเลต

ข้อมูลเรื่องและภาพจาก http://www.cbc.ca/beta/news/canada/montreal/in-his-own-words-imam-hassan-guillet-s-address-at-quebec-city-funeral-for-3-mosque-victims-1.3966917

ครูอุ๊ จากเด็กหลังห้องสู่ครูสอนเคมีชื่อก้องของประเทศไทย

นักเรียนไทยที่ต้องเรียนวิชาเคมีจำนวนมากคงใฝ่ฝันอยากเรียนเคมีกับอาจารย์อุ๊ซักครั้งในชีวิต อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์อุ๊ แต่ก่อนที่อาจารย์อุ๊จะมีวันนี้ได้ เธอเคยประสบกับอะไรบ้างในชีวิตการเรียน อาจารย์อุ๊ตั้งชื่อหัวข้อการพูดในครั้งนี้ว่า “ศรัทธาราคาสิบบาท” เรื่องราวที่เธอเล่าในวิดีโอนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีให้กับนักเรียนที่กำลังค้นหาแนวทางการเรียนของตนเอง และเป็นข้อคิดและข้อเตือนใจที่ดีมากให้กับพ่อแม่ ครู และผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหลายในการดูแลลูกที่มีปัญหาการเรียน และดูแลเด็กที่คนมองว่าเป็นเด็กหลังห้อง คำว่า “ศรัทธา” เป็นคำสั้น่ ๆ แต่ยิ่งใหญ่เสมอ และคำนี้ได้เปิดประตูสู่ความสำเร็จให้กับชีวิตของคนจำนวนมากมาย คิดว่านี่คือ Ted Talks ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยฟังมา

พลังแห่งดุอาอฺและเรื่องราวของโรเบิร์ต เดวีลา (Robert Davila)

ใครคือ โรเบิร์ต เดวีลา

(หมายเหตุ: สำหรับท่านที่รับฟังภาษาอังกฤษได้ สามารถเลื่อนลงไปเพื่อรับชมวิดีโอด้านล่างได้เลยค่ะ มี sbutitle ภาษาอังกฤษประกอบค่ะ)

เราได้ยินชื่อและเรื่องราวของโรเบิร์ต เดวีลา จากคำบอกเล่าของอ.นุอฺมาน อาลี คาน ครูผู้สอนอัลกุรอานชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติ ในคลิปวิดีโอนี้อ.นุอฺมานได้เล่าถึงเรื่องราวขณะที่ตนเองได้เดินทางไปนำละหมาดวันศุกร์และกล่าวคุตบะฮฺหรือเทศนาธรรมที่เมืองฟอร์ตเวิร์ท (Fort Woth) ในรัฐเท็กซัส หลังจากไม่ได้ไปเยือนเมืองดังกล่าวมาประมาณ 5 ปีแล้ว คุตบะฮฺที่อ.นุอฺมานกล่าวในศุกร์นั้นคือเรื่องดุอาอฺหรือการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า หลังจากละหมาดเสร็จมีชายหนุ่มชาวอียิปต์คนหนึ่งเดินเข้ามาหาอ.นุอฺมานและกล่าวว่า

“วันนี้อัลลอฮฺรับดุอาอฺของผมแล้ว”

“แล้วดุอาอฺของคุณคืออะไร” อ.นุอฺมานถามกลับไป

“ดุอาอฺของผมคือผมขอให้อ.นุอฺมานได้เจอกับโรเบิร์ต เดวีลา” ชายหนุ่มตอบ

อ.นุอฺมานอึ้งไปและถามกลับไปแบบงง ๆ ว่า “คุณคือโรเบิร์ต เดวีลาเหรอ”

ชายอียิปต์คนนั้นกล่าวว่า “ปล่าว…ผมไม่ใช่โรเบิร์ต เดวีลาหรอก โรเบิร์ต เดวีลาหนะเป็นเพื่อนผม แต่ผมคิดว่าอัลลอฮฺได้ทรงตอบรับดุอาอฺของผมแล้วหละ”

อ.นุอฺมานจึงตอบกลับไปว่า “ถ้างั้นเล่ามาเลย ผมชักอยากรู้เรื่องแล้วสิ”

โรเบิร์ต เดวีลา เป็นชายหนุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งห่างจากตัวเมืองฟอร์ตเวิร์ทไปประมาณ 40 นาที เขามีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่หลังจากป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งทำให้เป็นอัมพาตและไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยตั้งแต่ลำคอลงมา ทางครอบครัวได้พาเขาไปพักรักษาตัวที่บ้านพักฟื้นแห่งหนึ่งซึ่งผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในวัยชราภาพ อายุราว 90 หรือ 100 ปีทั้งนั้น มีเขาเพียงคนเดียวที่อายุประมาณ 30 กว่า เขาพักอยู่ ณ ที่แห่งนั้นมา 10 ปีแล้ว ทางครอบครัวได้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์ให้เขาเครื่องหนึ่ง เป็นคอมฯที่สามารถรับคำสั่งจากเสียงพูด ทำให้เขาสามารถเปิดเสียงและหาข้อมูลต่าง ๆ จากอินเตอร์เน็ตได้ ครอบครัวของเขาเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดมากและจะให้บาทหลวงมานำสวดมนต์ให้เขาทุก ๆ สัปดาห์ ในห้องพักเดียวกับเขานั้น เพื่อนรักของเขาคือเพื่อนที่พักฟื้นอยู่ในเตียงติดกัน เขาทั้งสองพบกันในบ้านพักฟื้นแห่งนี้ เพื่อนของโรเบิร์ตก็เป็นอัมพาตเหมือนกันและกำลังรอผ่าตัดเปลี่ยนตับ เขาทั้งสองต่างสนทนากันเรื่องพระเจ้าและเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนาอยู่เป็นประจำ ในที่สุดเพื่อนรักของโรเบิร์ตก็ได้รับการบริจาคตับ แต่การผ่าตัดล้มเหลวและเพื่อนของเขาเสียชีวิตลงบนเตียงผ่าตัดนั่นเอง

หลังจากที่เพื่อนของโรเบิร์ตเสียชีวิตลง น้องสาวของเขาก็ได้มอบไม้กางเขนให้โรเบิร์ตเก็บไว้เป็นที่ระลึก เธอได้นำไม้กางเขนดังกล่าวมาแขวนไว้ข้างเตียงของโรเบิร์ต และเขาก็อาศัยอยู่ที่บ้านพักแห่งนั้นต่อมาโดยได้รับการดูแลอย่างดี มีความสุขและสะดวกสบายตามสภาพ

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อโรเบิร์ตนอนหลับไปเขาได้พบชายคนหนึ่งในความฝัน ชายดังกล่าวบอกว่าเขาชื่อมูฮัมหมัด เขาชี้ไปที่ไม้กางเขนที่แขวนอยู่ข้างเตียงของโรเบิร์ตและกล่าวว่า

“พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาเพื่อให้มนุษย์บูชาบรรดาศาสนทูตเหล่านั้น แต่พระผู้เป็นเจ้าส่งบรรดาศาสนทูตมาเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักการเคารพและบูชาพระผู้เป็นเจ้า และพระเยซูเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ท่านเดินอยู่ในตลาด และท่านก็รับประทานอาหาร” จากนั้นความฝันก็สิ้นสุดลง

โรเบิร์ตได้รับรู้จากความฝันว่าพระเยซูเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เขารู้ว่าคนที่บอกเขาเช่นนั้นในความฝันชื่อว่า มูฮัมหมัด เขารู้เพียงว่าบรรดาศาสนทูตถูกส่งลงมาเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักเคารพบูชาพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เพื่อให้บูชาศาสนทูตเหล่านั้น สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากความฝันมีเพียงเท่าน้ัน

ดังนั้นโรเบิร์ตจึงเริ่มต้นสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมูฮัมหมัดจากอินเตอร์เน็ต นั่นทำให้เขาพบกับอิสลาม ต่อมาเขาได้กล่าวคำปริญญาณเพื่อเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม และเมื่อเข้ารับอิสลามแล้ว โรเบิร์ตก็ต้องการจะเรียนรู้เกี่ยวกับอัลกุรอาน เขาจึงเข้าไปในห้องสนทนาในเว็ปไซต์ต่าง ๆ เพื่อหาคนช่วยสอนกุรอานให้เขา เขาได้พบกับชายชาวอียิปต์คนหนึ่งและได้ติดต่อกันทางสไกป์เพื่อให้เขาช่วยสอนภาษาอาหรับให้ เริ่มด้วยการเรียนตัวอักษรภาษาอาหรับ เมื่อได้เรียนรู้ตัวอักษรอาหรับแล้วโรเบิร์ตก็เริ่มท่องจำอัลกรุอาน เขาท่องอัลกุรอานได้ 10 ซูเราะห์(บท)ขณะอยู่บนเตียงที่สถานพักฟื้นนั่นเอง จากนั้นเขาก็เริ่มท่องจำกุรอานและเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนทูตมูฮัมหมัด แต่เขาก็อยากจะเข้าใจอัลกุรอานมากขึ้น จึงเริ่มสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมโดยค้นหาว่า “จะเข้าใจอัลกุรอานได้อย่างไร” และด้วยเหตุบางประการทำให้เขามาพบกับวิดีโอของอ.นุอฺมาน จากนั้นโรเบิร์ตจึงเริ่มดูวิดีโอคำสอนต่างๆของอ.นุอฺมานเกือบทุกวิดีโอ เรื่องราวสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้นตอนนี้เอง

ณ สถานพักฟื้นแห่งนั้นมีชาวอียิปต์อยู่คนหนึ่งที่ทำงานเป็นช่างซ่อมและเคยมาซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ ให้กับทางบ้านพัก ชายชาวอียิปต์คนนี้เองก็มีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เช่นกัน อันที่จริงเขาได้ละทิ้งศาสนาไปแล้ว มัสยิดที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างไปถึงเกือบร้อยกิโล เขาจึงไม่ค่อยได้ไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดมากนัก แต่เขาก็รู้สึกเคว้งคว้างทางจิตวิญญาณ จึงเริ่มไปเข้าโบสถ์เพื่อที่จะได้รู้สึกใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากขึ้น ขณะที่เขามาทำงานที่สถานพักฟื้นก็บังเอิญเดินผ่านห้องของโรเบิร์ตและได้ยินเสียงท่องกุรอานซูเราะห์อัลอัสรฺที่ว่า “วัลอัสรี อินนันอินซานาลาฟีคุสรฺ” (จงสนใจในเวลา แท้จริงมนุษย์อยู่ในภาวะที่ขาดทุน) เขาจึงเดินเข้าไปในห้องของโรเบิร์ตและถามว่า

“โรเบิร์ต คุณกำลังฟังอะไรอยู่”

โรเบิร์ตตอบกลับไปว่า “ไม่ได้ฟังอะไรนี่ นั่นเสียงผมเอง”

ชาวอียิปต์เลยถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจว่า “คุณเป็นมุสลิมเหรอ”

“ใช่ ผมเข้ารับอิสลาม” โรเบิร์ตตอบ และตอนนี้เองที่เพื่อนชาวอียิปต์คนนี้ถึงกับตกตะลึง เป็นไปได้อย่างไรที่อัลลอฮฺได้ชี้นำแนวทางให้กับคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยโบสถ์ในสหรัฐอเมริกา ในสถานพักฟื้น บนเตียงที่มีไม้กางเขนแขวนอยู่ ในขณะที่เขาคนนี้ไม่มีแม้แต่แรงจะขยับร่างกาย ชาวอียิปต์คนนั้นถึงกับอุทานออกมาว่า ผมอยากจะกลับมาสู่แนวทางของอัลลอฮฺ โรเบิร์ตจึงเล่าให้ฟังว่าเขาพบเพื่อนทางออนไลน์คนหนึ่งชื่อนุอฺมาน อาลี คาน ชายชาวอียิปต์คนนั้นจึงเริ่มดูวิดีโอของอ.นุอฺมาน และหวังว่าเขาจะได้เจออ.นุอฺมานสักวันหนึ่ง หลังจากนั้นอีกห้าปีชายชาวอียิปต์คนนั้นก็มาละหมาดที่มัสยิดซึ่งอ.นุอฺมานไม่ได้ไปมาถึงสี่ปีเต็ม หลังจากละหมาดเสร็จในวันนั้นเขาจึงมาพบอ.นุอมานและกล่าวว่าเขาคิดว่าอัลลอฮฺกำลังตอบรับดุอาอฺของเขาและของโรเบิร์ต อ.นุอฺมานจึงตอบไปว่า “ใช่แล้ว พระองค์ทรงตอบรับดุอาอฺของพวกคุณแล้ว เราไปกันเถอะ ไปหาโรเบิร์ต เดวีลากัน”

หลังจากนั้นอ.นุอฺมานพร้อมกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ไปเยี่ยมโรเบิร์ต ได้มีโอกาสสนทนากัน เมื่อถึงวันอีด(วันเฉลิมฉลองในศาสนาอิสลาม) อ.นุอฺมานและพี่น้องอีกหลายคนก็ได้ไปเยี่ยมโรเบิร์ตอีกครั้งหนึ่ง  อ.นุอฺมานเล่าว่าผู้คนที่สถานพักฟื้นต่างตกตะลึงกับการมาของพวกเขาพอสมควร เจ้าหน้าที่สถานพักฟื้นถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า

“พวกคุณทั้งหมดมาที่นี่เพื่อจะมาเยี่ยมโรเบิร์ตเนี่ยนะ”

“ใช่แล้วครับ/ค่ะ” อ.นุอฺมานและทุกคนตอบพร้อมเพรียงกัน

“เอิ่ม ทำไมถึงอยากจะมาพบเขาหล่ะ” เจ้าหน้าที่ยังไม่วายสงสัย

“เอ่อ คือเขาเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราครับ/ค่ะ” ผู้ไปเยือนตอบ

“งั้นขออนุญาตเช็คดูก่อนนะคะว่าโรเบิร์ตจะสามารถพบพวกเคุณได้มั้ย”

เจ้าหน้าที่ต้องโทรหาคณะผู้บริหารของสถานพักฟื้นเพื่อขอความเห็น และในที่สุดพวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าพบโรเบิร์ตได้ โรเบิร์ตเองประหลาดใจมาก พวกเขาได้พบและสนทนากัน อ.นุอฺมานได้ขอให้โรเบิร์ต   ท่องอัลกรุอานให้ฟัง โรเบิร์ตจึงท่องซูเราะห์อัลอัสรฺให้ฟัง และทุกคนก็ได้แต่ร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ

อ.นุอฺมานได้บรรยายต่อไปว่า

เมื่อไหร่ที่มีใครสักคนเดินกลับไปหาอัลลอฮฺ อย่ากังวลว่าเขาจะทำอย่างไร อัลลอฮฺจะนำทางให้เอง และความสมดุลจะเกิดขึ้น ผมอยากจะบอกคุณเพิ่มเติมอีกสักนิดเกี่ยวกับโรเบิร์ตเพราะในที่นี้มีเด็กหนุ่มนั่งฟังอยู่ เด็กหนุ่มที่เล่นบาสเก็ตบอลได้ เด็กหนุ่มที่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เด็กหนุ่มที่ต่างมีความมุ่งมั่น ผมได้บอกพวกคุณแล้วใช่ไหมว่าโรเบิร์ตเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา เขามีรถเข็นชนิดพิเศษที่จะยึดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ให้มั่นคง เขาไม่สามารถแม้แต่จะนั่งบนรถเข็นได้ด้วยตนเอง รถเข็นชนิดพิเศษนี้จะประคองต้นคอและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้เพราะเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายได้เลย และเวลาเดินทางเขาต้องใช้รถตู้ชนิดพิเศษที่จะยึดรถเข็นของเขาไว้อย่างดี เพื่อที่เวลารถสะเทือนจะได้ป้องกันเขาจากแรงสั่นสะเทือน วันหนึ่งโรเบิร์ตได้ขอทางสถานพักฟื้นให้พาเขาไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิด แต่ทางสถานพักฟื้นไม่มีรถตู้แบบพิเศษดังกล่าว จึงได้จัดรถตู้แบบธรรมดาให้ โรเบิร์ตจึงต้องนั่งรถตู้คันนั้นเพื่อจะได้ไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิด แต่เมื่อรถกระแทกกระดูกสันหลังของเขาก็เกิดการบาดเจ็บ เขาไปละหมาดวันศุกร์และกลับมาด้วยอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ทางสถานพักฟื้นบอกกับโรเบิร์ตว่าเขาไม่สามารถนั่งรถเข็นได้อีกต่อไป เขาจำเป็นต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างน้อยอีกหกเดือน หากอาการดีขึ้นจึงจะได้รับอนุญาตให้กลับมานั่งรถเข็นได้อีกครั้ง

ผมพบเขาในขณะนั้น ในขณะที่เขาต้องอยู่บนเตียงมาถึงสามเดือนแล้ว และสาเหตุที่โรเบิร์ตต้องนอนอยู่บนเตียงเช่นนั้นเพราะเขาไปละหมาดวันศุกร์มานั่นเอง โรเบิร์ตยังเล่าให้ฟังต่อไปเกี่ยวกับการไปละหมาดวันศุุกร์ของเขา “ผมไม่เคยรู้สึกสงบสุขเหมือนในยามที่ผมอยู่ในมัสยิดแห่งนั้นมาก่อนเลยในชีวิต และบราเดอร์นุอฺมาน คุณรู้อะไรมั้ย ผมจะทำอีก เมื่อไหร่ที่ผมสามารถนั่งในรถเข็นได้ ผมจะกลับไปละหมาดญุมอะฮฺที่มัสยิดอีก ผมจะไปมัสยิดอีก เพราะผมไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นมาก่อนเลยในชีวิต”

คนคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เลยยกเว้นการควบคุมการพูดและการใช้สายตา กล่าวกับเราว่าเขาสามารถหาความสงบสุขที่แท้จริงได้ในมัสยิดเท่านั้น และนี่เรากำลังนั่งอยู่ในมัสยิด ณ มัสยิดแห่งนี้ ผมไม่สนใจว่าคุณจะมีแนวคิดแบบไหน จะยึดถือแนวคำสอนตามสำนักวิชาใด ผมไม่สนใจว่าเขาจะคุยเรื่องอะไรกันในมัสยิดแห่งนี้ ไม่รู้ว่าเกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นบ้างในมัสยิดแห่งนี้ แต่นี่คือบ้านของอัลลอฮฺ ขอให้เราไปมัสยิดเพื่อละหมาด อย่าไปมัสยิดเพียงเพื่อพูดคุยกับมนุษย์ จงไปเพื่อสนทนากับอัลลอฮฺ ไปเพื่อตัวคุณเองและเพื่ออัลลอฮฺ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว สิ่งอื่น ๆ จะตามมา แต่คุณไม่ได้ไปมัสยิดเพื่อสิ่งเหล่านั้น คุณไปมัสยิดเพื่อจะหาความสงบสุขให้จิตใจ และชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป หากอัลลอฮฺสามารถชี้นำแนวทางให้โรเบิร์ต เดวีล่า อัลลอฮฺก็ย่อมชี้นำแนวทางให้ทุก ๆ คนได้เช่นกัน โรเบิร์ตกล่าวว่า เขาก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมอัลลอฮฺถึงได้ให้เขาอยู่สภาพเช่นนั้น แต่แล้วเขาก็บอกกับตัวเองว่าเขาไม่น่าถามเช่นนั้นเลย อัลลอฮฺได้ให้สิ่งต่าง ๆ กับเขามากมายเหลือเกินแล้ว และเขาก็รู้สึกขอบคุณพระองค์เหลือเกิน และหากนี่คือหนทางที่พระองค์จะนำเขาไปสู่อัลอิสลาม นั่นก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเหลือเกิน

เรามีมุสลิมบางคนที่เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย และเขาก็กล่าวว่าทำไมอัลลอฮฺทำกับฉันเช่นนี้ ทุกวันนี้เมื่อเราเห็นความทุกข์ยากทั้งหลายเราก็กล่าวว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงหรอก หากใครซักคนจะอยู่ในสถานะที่จะพูดได้ว่า “ฉันไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง หากพระเจ้ามีจริง ทำไมฉันต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้” คน ๆ นั้นควรจะเป็น   โรเบิร์ต เดวีลา แต่ในขณะที่โรเบิร์ตอยู่สภาพเช่นนั้น ผมกลับไม่เคยเห็นใครที่มีใบหน้าที่สว่างสดใส เต็มไปด้วยรัศมี ผมไม่เคยเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ความพึงพอใจแบบนั้นมาก่อนเลย เขาช่างมีความพอใจ และมีความสุขมากมายเหลือเกินกับชีวิต สุดท้ายนี้ ในคุตบะฮฺของผมเจ็ดหรือแปดครั้งต่างมีที่มาจากประโยคเพียงประโยคเดียวที่โรเบิร์ตได้กล่าวไว้ในบทสนทนาของเรา เขาคือครูของผม ผมมองว่าเขาคือครูของผม หากใครถามผมว่าใครคือครูของคุณ ผมจะตอบว่าเขาคือโรเบิร์ต เดวีลา จริงเหรอ! ชื่อยังกับร้านพิซซ่า! ไม่เลย อันที่จริงแล้ว การชี้นำของอัลลอฮฺอยู่รอบ ๆ ตัวเรานั่นเอง คุณไม่ต้องกัลวลว่าไม่มีอะไรอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ที่จริงแล้วมันมีอะไรอยู่ ณ ตรงนั้นเสมอ คุณรู้มั้ยว่าอัลลอฮฺทรงชี้นำบรรดาชาวถ้ำ (คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่หนีการประหัตประหารจากเจ้าเมืองและต้องหลบเข้าไปอยู่ในถ้ำ เพียงเพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เรื่องราวของพวกเขาได้รับการบอกเล่าไว้ในอัลกุรอานซูเราะห์อัลกะฮฺฟี -ผู้แปล) คุณรู้ไหมว่าอัลลอฮฺทรงชี้นำแม้แต่ว่าจะให้พวกเขานอนที่ไหน ให้นอนหันไปทางทิศใด ในขณะที่ดวงอาทิตย์ส่องมา พวกเขาจะนอนหันออกไปจากแสงอาทิตย์ อัลลอฮฺจะทรงชี้นำคุณในยามที่คุณนอนหลับหากคุณขอดุอาอฺต่อพระองค์ ทุก ๆ ย่างก้าวของเราจะได้รับการชี้นำจากอัลลอฮฺ เราจึงไม่ควรตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการชี้นำของอัลลอฮฺ เราไม่ควรกังวลว่าเราจะสร้างสมดุลในศาสนาได้อย่างไร มอบให้เป็นการงานของอัลลอฮฺที่จะชี้นำคุณ การงานของคุณคือการคุยกับพระองค์ การงานของคุณคือต้องมีความบริสุทธิ์ใจ นั่นคือสารที่ผมต้องการจะบอกคุณ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราพบกับความสมดุล เมื่อไรที่เรามีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ พระองค์ก็จะเปิดประตูให้คุณ พระองค์จะส่งเพื่อนมาให้คุณ ส่งครูมาให้คุณ อัลลอฮฺจะเปิดหนทางให้คุณเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำคุณเข้าใกล้สัจธรรมมากขึ้น และมากขึ้นทุกชั่วขณะ และให้ชีวิตที่ดีกว่าแก่ผู้คนรอบตัวคุณ นี่คือหัวใจของสารที่ผมอยากจะแบ่งปันกับคุณในวันนี้

แปลและเรียบเรียงโดย สุรัยย สุไลมาน

รับชมวิดีโอการบรรยายของอ.นุอฺมาน อาลี คาน เรื่อง The Story of Robert Davila ที่ตัดต่อมาจากคำบรรยายฉบับเต็ม ไม่มี subtitle นะคะ https://www.youtube.com/watch?v=UF-5XzQAmGw

สามารถรับฟังวิดีโอฉบับเต็มเรื่อง A Balanced Approach to Religion ของอ. Nouman Ali Khan ได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=EhHzEW6Q-NM

ติดตามเรื่องราวของ โรเบิร์ต เดวีลา ได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ค่ะ

เหตุใดดินแดนอิสราเอลจึงลุกเป็นไฟ

israeli-fund
พื้นที่แถบชนบทของอิสราเอลเต็มไปด้วยต้นสน ซึ่งเป็นพันธุ์พืชชนิดใหม่ในดินแดนแห่งนี้ กองทุนแห่งชาติของยิว หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า The Jewish National Fund (JNF) ที่ระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนว่าเป็นกองทุนเพื่อ “การกู้ชาติและทวงคืนดินแดนของชาวยิว” (Redeems and Reclaims the Land of Israel) ได้นำต้นสนเหล่านี้มาปลูกในดินแดนปาเลสไตน์ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อ “ทวงคืนดินแดน” จากชาวปาเลสไตน์ ในปีค.ศ.1935 JNF ได้ปลูกต้นสนไปถึง 1.7 ล้านต้น ครอบคลุมบริเวณถึง 1,750 เอเคอร์ และตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา JNF ได้ปลูกต้นสนไปแล้วกว่า 260 ล้านต้น โดยส่วนใหญ่ปลูกในบริเวณดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองโดยอิสราเอล การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของอิสราเอลที่จะปกปิดความเสียหายอันเกิดจากการทำลายล้างหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งเพื่อลบล้างอดีตของพวกเขา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทุนแห่งชาติยิว ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะลบล้างอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของชาวปาเลสไตน์ และขณะเดียวกันชาวยิวเหล่านี้ก็พยายามทำให้อิสราเอลมีลักษณะเหมือนยุโรป (ดินแดนที่พวกเขาเคยอยู่อาศัยก่อนการอพยพเข้ามายึดครองดินแดนจากชนพื้นเมืองชาวปาเลสไตน์ -ผู้แปล) พืชพรรณและป่าไม้ในปาเลสไตน์ต่างถูกทำลายล้าง ต้นมะกอก (พืชพื้นเมืองของปาเลสไตน์ –ผู้แปล) ต่างถูกถอนรากถอนโคนเพื่อแทนที่ด้วยต้นสน บริเวณหนึ่งที่ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงคือทางตอนใต้ของภูเขาอูฐ (Mount Camel) ซึ่งชาวอิสราเอลเรียกขานกันว่าเป็น Little Switzerland แต่ขณะนี้ “ดินแดนจำลองแห่งสวิสเซอร์แลนด์” แห่งนี้กำลังถูกไฟไหม้จนแทบไม่เหลือซาก (ในปี ค.ศ. 2010 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นในอิสราเอลในบริเวณดังกล่าวแล้วเช่นกัน – ผู้แปล)
ความจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งและเป็นเรื่องที่ทำให้ JNF ต้องประสบกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงคือ ต้นสนที่อิสราเอลพยายามนำมาปลูกในดินแดนปาเลสไตน์นั้นไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นได้ เช่นเดียวกับชาวอิสราเอลที่ต่างล้มเหลวในการปรับตัวเข้ากับดินแดนตะวันออกกลาง จากข้อมูลทางสถิติของ JNF ต้นสนที่นำมาปลูกจำนวน 6 ใน 10 ต้นไม่สามารถอยู่รอดได้ และส่วนที่เหลือก็ได้กลายเป็นกับดักเชื้อเพลิงอย่างดี ดังนั้นทุก ๆ ช่วงปลายฤดูร้อน ป่าสนทุกแห่งในอิสราเอลจึงกลายเป็นหลุมพรางแห่งอเวจีที่รอการเผาไหม้
ถึงแม้อิสราเอลจะมีความเป็นเลิศด้านนิวเคลียร์ มีกองกำลังทางทหารที่โหดเหี้ยมได้เทียมทาน รวมทั้งมีหน่วยราชการลับมอสสาดและขบวนการลอบบี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก แต่อิสราเอลก็ดูจะเปราะบางเสียเหลือเกิน ชาวอิสราเอลช่างเป็นคนแปลกหน้าต่อดินแดนที่พวกเขาอ้างเสมอว่าเป็นเจ้าของและต้องการปกป้องดูแล เช่นเดียวกับต้นสนที่พวกเขานำมาปลูกในปาเลสไตน์ ขบวนการไซออนิสต์ ชาวอิสราเอล และประเทศของพวกเขาต่างก็เป็นสิ่งแปลกปลอมในพื้นที่แห่งนี้…
แปลและเรียบเรียงโดย สุรัยยา สุไลมาน จากบทความเรื่อง Why Israel is Burning? ของ Gilad Atzmon
26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ข้อมูลจาก http://www.gilad.co.uk/writings/201…

Grandma Running Through The Rain!

Let’s get through the rain. We may get wet, but we just need some washing.

Cute Puppy Love

This film was based on a true story (written by Bob Perks) and the premise of it is very simple. We are reminded of the need to avoid becoming weighed down by the trivial hindrances that soak our paths on a daily basis.

There are always people in worse situations with real troubles and that should put our small daily problems in to perspective. (from youtube)

Perhaps things aren’t as bad as they first seem, don’t you think?

Spread the HOPE, SHARE with Friends! ❤

View original post

เล่าเรื่องมุสลิมอุยกูร์: เรียนรู้กันอีกครั้งก็ยังไม่สาย

          น้าสาว พญ.เสาด๊ะ ยุทธสมภพ เขียนมาเล่าเรื่องราวของมุสลิมอุยกูร์ให้อ่าน เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องราวของชนกลุ่มหนึ่งในเอเชียกลางที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของจีนในชื่อเขตปกครองพิเศษซินเจียง 
          ประมาณต้นเดือน ก.ค. 2558 ที่ผ่านมามีการเสนอข่าว ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นกันบนโลกออนไลน์จำนวนมากมายต่อกรณีที่รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งคนอุยกูร์ร้อยกว่าคนที่ลี้ภัยมาอยู่ในเมืองไทยกลับไปจีน ซึ่งส่งผลให้เกิดการประท้วงของชาวอุยกูร์ที่หน้าสถานกงศุลไทยในตุรกีถึงขนาดที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น ในประเทศไทยเองมีทั้งคนเกลียดชังชาวอุยกูร์ว่าทำให้ประเทศเรายุ่งยากและคนที่สงสารเห็นใจในชะตากรรมของพวกเขา จึงขอถ่ายทอดเรื่องราวที่ พญ.เสาด๊ะได้กรุณาเล่าไว้ดังนี้
          อยากเล่าสักนิดนึงว่า ตัวเองสนใจเรื่องชาวอุยกูร์มานานมากเพราะเริ่มจากตอนเด็ก ๆ พ่อเล่าเรื่องศาสนาและอาณาจักรออตโตมานให้ฟัง โตขึ้นอ่านสารคดีเรื่องเส้นทางสายไหม และต่อด้วยนิยายของโสภาค สุวรรณ เป็นเรื่องราวความรักของพระเอกที่เป็นลูกสุลต่านซินเจียงและนางเอกชาวอังกฤษที่เดินทางไปซินเจียง ฉากที่สวยงามและประทับใจมากคือฉากซุ้มองุ่นอันขึ้นชื่อของซินเจียง ในนิยายเรื่องนั้นพระเอกต้องต่อสู้กับกองทัพจีนที่เข้ามายึดครองซินเจียง ฉากสุดท้ายคือฉากที่พระเอกมาส่งนางเอกที่ชายแดนและร่ำลากัน เขาบอกกับนางเอกว่าตนเองต้องอยู่ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ เมื่อภาระสิ้นสุดอาจได้เจอกันอีก จำได้ว่าเศร้ามากอ่านไปน้ำตาไหลไป และชื่นชมพระเอกผู้แสนจะรับผิดชอบต่อหน้าที่และชาติบ้านเมือง
          จากการอ่านนิยายและประวัติศาสตร์เรื่องเส้นทางสายไหม ทำให้ฝันอยากไปเที่ยวซินเจียงตั้งแต่บัดนั้น เพราะอยากไปนั่งใต้ซุ้มองุ่น จนประมาณ13-14 ปีที่แล้ว ได้ไปเที่ยวซินเจียง ราว10 วัน ก่อนไปอ่านหนังสือเยอะมาก ตลุยอ่านทุกเว็บทั้งของจีนและของอุยกูร์เอง รวมทั้งเว็บอุยกูร์กู้ชาติ จนเข้าใจประวัติศาสตร์แถวนั้น และเข้าใจได้ว่าทำไมจีนจึงปล่อยมือจากซินเจียงไม่ได้
          การได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพวกเขาทำให้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนจีน เขามีประวัติศาสตร์ ศาสนา และมีวัฒนธรรมของตนเอง รากเหง้าของเขามาจากชาวเตอร์กบวกลูกหลานเผ่ามองโกล ดินแดนแถบนั้นมีการสู้รบแย่งชิงกันไปมาเหมือนกับดินแดนอีกหลาย ๆ แห่งในโลกนี้ บางครั้งดินแดนของชาวอุยกูร์ก็ตกอยู่ใต้การครอบครองของจีนบางครั้งเป็นอิสระจนสุดท้ายตกอยู่ในอำนาจของจีนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
          สมัยหลังจีนพบน้ำมันและแร่ธาตุหายากในซินเจียงจำนวนมาก จีนจึงทำท่อส่งน้ำมันและก๊าซออกมาทำอุตสาหกรรมทางตะวันออกของประเทศ และเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตซินเจียง เป็นอันว่าชาวอุยกูร์หมดหวังจะเป็นอิสระเพราะทรัพย์ในดินที่เขามีเป็นที่ต้องการเสียแล้ว รัฐบาลจีนส่งคนจีนเชื้อสายฮั่นเข้าไปอยู่ในซินเจียงเพื่อทำอุตสาหกรรมและกลืนชาติของชาวอุยกูรย์จนเหลือประชากรอุยกูร์อยู่เพียง 50% ในเขตเมืองจะเห็นคนฮั่นเต็มไปหมด เพราะดูหน้าตาจะแยกออกทันทีว่าใครเป็นอุยกูร์ ใครเป็นจีน ซินเจียงได้ชื่อว่าเป็นเขตปกครองตนเองแต่ถูกตรวจตราทุกอย่าง ในโรงเรียนใช้ภาษาแมนดารินอย่างเดียว ห้ามพูดภาษาของชาวอุยกูร์ รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ห้ามการเรียนการสอนศาสนา ตอนนั้นยังมองในแง่ดีว่าคอมมิวนิสต์ก็ห้ามเรื่องศาสนาอยู่แล้วก็คงจะเหมือนกับชาวจีนเชื้อสายอื่น ๆ แต่ต่อมา 3-4 ปีนี้พบว่ารัฐบาลจีนห้ามแม้กระทั่งถือศีลอด มีการบังคับให้คนมุสลิมขายอาหารในเดือนถือศีลอดมิฉะนั้นร้านค้าจะถูกสั่งปิด ห้ามคนอายุในวัยเด็กและหนุ่มสาวไปมัสยิดถึงขนาดมีการตรวจบัตรประชาชนของคนที่เข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาในมัสยิด มีการบังคับให้ร้านค้ามุสลิมขายเหล้าขายบุหรี่ เคยถามคนที่นั่นว่าคุณเรียนภาษาของตนเองและศาสนาอย่างไร คำตอบคือ “My mother and my brother teach me.” จากข้อมูลที่อ่านก่อนไปเที่ยวและที่คุยกับคนที่นั่น เขาบอกว่าต้องซ่อนกุรอาน และแอบสอนกันเอง ผู้รู้ศาสนาถูกฆ่าหรือหนีออกไปต่างประเทศ แต่จะเห็นจากความเป็นอยู่ของเขาว่า เขารักษาวัฒนธรรมและศาสนาไว้อย่างน่าเห็นใจ และรู้สึกตื้นตันขนลุกเพราะตอนที่ไปเป็นวันศุกร์ เห็นคนเดินออกจากมัสยิดเยอะมาก เหมือนแถวภาคใต้บ้านเรา
          สิ่งที่เห็นทำให้ซาบซึ้งกับความอดทนของคนที่นั่น เวลาคุยกับคนพื้นเมืองที่พูดอังกฤษได้ ต้องพยายามแอบไม่ให้ไกด์ชาวจีนได้ยิน ได้มีโอกาสพูดคุยกับพ่อค้า เจ้าหน้าที่โรงแรมและผู้นคนตามท้องถนน ตอนที่คุยกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเขาบอกว่า “They hate us. They will never let us be free.” ยังจำหน้าและคำพูดเขาจนถึงเดี๋ยวนี้ เป็นหนุ่มอายุราว 20 กว่า ๆ เขาบอกว่าหมู่บ้านเขายากจนมาก น้ำมันที่ทางการขุดพบก็โดนเอาออกไปใช้ในทางภาคตะวันออกของจีน พวกเขามีแต่ทราย พวกเขาเลยดิ้นรนอยากเป็นอิสระ ยิ่งตอนที่โซเวียตแตก เพื่อนบ้านของเขาที่เป็นเชื้อสายเดียวกันในหลายประเทศที่เคยถูกโซเวียตยึดครองมีโอกาสได้แยกตัวเป็นอิสระกันมากมาย เช่น เตอร์กมานิสถาน คาซักสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกีสถาน ชาวอุยกูร์ในจีนยิ่งดิ้นรนเพราะไม่อยากทนอยู่อย่างพลเมืองชั้นสองที่ถูกกดขี่ข่มเหงอีกต่อไป อเมริกาซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับจีนอยู่แล้วมองเห็นจุดอ่อนตรงนี้จึงยื่นมือเข้ามา มีการจัดตั้งสมาคมอุยกูร์ในอเมริกามานานแล้ว อเมริกาได้ใช้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง อุยกูร์ก็หวังพึ่งพาอเมริกาเพื่อเอาตัวออกจากจีน ใครแพ้ชนะก็คงต้องคอยดูกันต่อไป ซินเจียงยังดิ้นรนหนักเพื่อแยกตัวออกมาเหมือนเพื่อน ๆ ที่ได้รับอิสระจากรัสเซียกันไปแล้ว แต่โอกาสดูจะริบหรี่เต็มที
          ที่เล่าเรื่องนี้ เพราะเห็นใจคนที่นั่น สมมุติว่าบ้านเราถูกคนอื่นมายึดครองแถมกดขี่ข่มเหงเราสารพัด เราก็คงสู้ขาดใจ เหมือนประเทศธิเบตที่ถูกลบออกจากแผนที่โลก ธิเบตก็ดิ้นรนไปเรื่อย ๆ จนจีนแต่งตั้งองค์ลามะเสียเองแล้ว แถมตอนที่จีนต้อนรับประธานาธิบบดีอินเดียแบบอลังการ ชาวธิเบตที่ลี้ภัยอยู่ในอินเดียจำนวนมหาศาลก็คงจะใจเสีย ที่เขียนเรื่องนี้มามาให้อ่านเพราะเบื่อคนจำนวนหนึ่งที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แล้วเหมารวมด่าอุยกูร์แบบเสีย ๆ หาย ๆ แต่ลืมไปว่าเขาโดนอะไรมาบ้าง
          ที่ซาอุดีอาระเบียมีคนกลุ่มนี้จำนวนมาก พวกเขาหนีภัยจากการประหัตประหารของจีนไปอยู่ที่นั่น คนซาอุเรียกพวกเขาว่า บุคคอรี เพราะเมืองใหญ่ศูนย์กลางของศาสนาสมัยก่อนอยู่ที่เมืองบุคารา ซึ่งปัจจุบับอยู่ในอุซเบกิสถาน กิจการขายพรมในตลาดที่เจดดาฮ์ส่วนหนึ่งจะเป็นของพวกบุคอรีนี่แหละ ที่เมืองบุคารามีกุโบร์หรือสุสานของอิหม่ามบุคอรี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 คนที่รวบรวมฮาดิษหรือคำสอนและเรื่องราวเกี่ยวกับวัตรปฎิบัติของท่านศาสนา อิหม่ามบุคอรีเกิดที่เมืองดังกล่าวและต่อมาไปอยู่มักกะฮ์และกลับมาเสียชีวิตที่นั่น อุซเบกิสถานหลังการยึดครองของรัสเซียได้หันกลับมาฟื้นฟูศาสนา มีเว็บสอนกุรอานเด็ก ๆ มีโรงเรียนสอนศาสนา แล้วทำไมซินเจียงจะไม่ดิ้นรนหล่ะ เคยไปเที่ยวอุซเบกิสถาน ผู้คนที่นั่นหน้าตาเหมือนพวกอุยเกอร์ไม่มีผิดเพราะส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน ชาวอุยกูร์ย่อมรู้สึกมากว่าเพื่อนเป็นอิสระแล้ว แต่ตัวเองถูกห้ามแม้กระทั่งจะถือศีลอด!!!
          ก่อนจบเรื่องเล่าจะบอกว่า ฉากใต้ต้นองุ่นของโสภาค สุวรรณ มีจริง เพราะชาวอุยกูร์ส่วนหนึ่งปลูกองุ่นหน้าบ้านเหมือนเราปลูกมะม่วง แต่ละต้นใหญ่ขนาดขาเหมือนแถวเมดิเตอเรเนียน แถมทำเป็นซุ้มอยู่หน้าบ้านให้นั่งคุยกระหนุ๋งกระหนิ๋งกัน ขณะนี้ต้องใช้ bird’s-eye view ในการมองเรื่องความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับจีนเพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอเมริกา
          สุดท้ายอยากยกพระราชนิพนธ์ ร. 6 มาเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่มองเรื่องชาวอุยกูร์เพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจฟังเสียงของผู้คนที่ถูกกดขี่ “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” (พระราชนิพนธ์ ร. 6) ถามว่าเราจะเห็นใจ “นาย” ที่กดขี่ข่มเหงเพื่อนมนษย์อย่างไร้ความปราณีหรือจะเห็นใจผู้คนที่ถูกอธรรมตลอดมา อันนี้แล้วแต่จะพิจารณา
           อยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามุสลิมในจีนมี 2 กลุ่มหลักๆ กลุ่มหนึ่งคืออุยกูร์ อยู่ซินเกียง อีกกลุ่มเป็นคนละเผ่าพันธุ์ แต่นับถืออิสลามเหมือนกัน นอกนั้นยังมีกลุ่มย่อย ๆ อีกมากเช่นผู้อพยพทั้งหลาย พวกฮ่อโบราณที่ก่อสร้างมัสยิดโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบวัดจีน
          มัสยิดแบบอุยกูร์จะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นมัสยิดโบราณจะมีสีฟ้าเหมือนในอุซเบกิสถาน เป็นศิลปะแบบผสมเตอร์กิส คือมีประตูทรงสี่เหลี่ยมอยู่ด้านหน้า ด้านในเป็นลานมีอาคารรอบ ๆ เป็นส่วนใหญ่ จะเห็นว่ามุสลิม 2กลุ่มนี้ต่างมีวัฒนธรรมและภาษาตนเอง หุย ฮ่อใช้ภาษาแมนดาริน อุยกูร์ใช้ภาษาของเขาเอง หน้าตาก็ต่างกัน ชนิดที่เห็นจะแยกได้ทันที 
uighur mosque1
มัสยิดของชาวอุยกูร์
Uighur
ชาวมุสลิมอุยกูร์กำลังออกจากมัสยิดหลังจากการนมาซ ภาพจาก http://www.dw.com
รูปเก๋งจีนนี้คือรูปมัสยิดชาวหุยที่ซินเจียง หน้าตาเหมือนวัดจีน สร้างมานานมากเกือบพันปีแล้ว จำปีที่สร้างไม่ได้แล้ว ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของแคว้นซินเจียง
มัสยิดชาวหุย
มัสยิดของชาวหุยในซินเกียง
Uighur_tulufan grape valley
เถาองุ่นดกดื่นตระการตาเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญในซินเจียง ภาพจากhttp://www.topchinatravel.com/china-tours/14-days-silk-road-tour/
Uighur_pantip
ชอบภาพนี้มาก เป็นภาพของเจ้าของกระทู้ใน pantip ชื่อ Carroth แสดงให้เห็นศิลปวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นได้อย่างงดงาม

ในแผนที่ด้านล่างทั้งสองรูปจะเห็นว่าซินเจียง (Xinjiang) เป็นดินแดนชายขอบของประเทศจีนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แวดล้อมด้วยประเทศในเอเชียกลางที่มีลักษณะทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม รวมทั้งภูมิประเทศที่ใกล้เคียงกัน

Uighur_xinjiang_BBC

Xinjiang
ภาพจาก blog.education.nationalgeography
epa01793227 Chinese soldiers patrol the streets of a Uighur neighborhood after an incident between ethnic Uighurs and Chinese security forces along the streets in Urumqi, Xinjiang province, China, 13 July 2009. Chinese security forces shot three ethnic Uighurs after they allegedly attacked them. Two of the Uigurs died during the incident while the third one is in hospital, as well as a police officer who was also injured according to a report by Urumqi police.  EPA/DIEGO AZUBEL
Chinese soldiers patrol the streets of a Uighur neighborhood after an incident between ethnic Uighurs and Chinese security forces along the streets in Urumqi, Xinjiang province, China, 13 July 2009. Chinese security forces shot three ethnic Uighurs after they allegedly attacked them. Two of the Uigurs died during the incident while the third one is in hospital, as well as a police officer who was also injured according to a report by Urumqi police. EPA/DIEGO AZUBEL
Uighur_China
การประกาศกร้าวของทางการจีนต่อกรณีของชาวอุยกูร์ ทำให้เห็นได้ว่าปัญหานี้คงไม่จบลงง่าย ๆ เราคงได้แต่ขอพรจากพระเจ้าให้คุ้มครองคนเล็กคนน้อยไม่ให้ต้องเดือดร้อนภายใต้เกมการเมืองของมหาอำนาจ

อยากสรุปเพิ่มเติมจากที่คุณหมอเสาด๊ะเล่าไว้ว่า แม้ขณะนี้กระแสมุสลิมอุยกูร์ในสื่อไทยจะเบาบางไปแล้ว แต่การได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาอาจทำให้เรามองปัญหาการเรียกร้องสิทธิ์ของชาวอุยกรู์ในวันนี้ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น และหากวันหนึ่งข้างหน้ามีเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวพันกับประเทศไทยอีก (ซึ่งประเทศไทยคงหลีกเลี่ยงปัญหาระหว่างประเทศแบบนี้ไม่ได้หากเราจะยังอยู่ร่วมโลกกับคนชาติอื่น ๆ) เราจะได้ไม่แสดงความเห็นแบบไร้วิจารณญาณออกไป ประมาณว่า “เขาจะเดือดร้อนยังไงก็เรื่องของเขาไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเรานี่” ความรู้อาจทำให้ใจสว่างขึ้นได้บ้าง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องมาตรการเข้มข้นที่จีนมีต่อชาวอุยกูร์ได้ใน

http://www.arabnews.com/world/news/764086

http://www.dw.com/en/targeting-of-islamic-customs-reflects-misdiagnosis-of-uighur-discontent/a-18444227

“The Chinese government blames Uighur separatist groups for unrest that has claimed hundreds of lives in recent years in and outside Xinjiang.

But international human rights groups say that Beijing’s policies against the Uighur’s culture and religion has resulted in systematic oppression, the imprisonment of many peaceful activists, and has forced more people to flee China.” จาก http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2014/12/china-detains-uighurs-fleeing-vietnam-201412248204177846.html

วีรสตรีแห่งมนุษยธรรม

Syrian girl Doaa
โดอา อัลซาเมล (Doaa Al-Zamel) ภาพประกอบจาก http://www.unhcr.org/5475d4626.html

เมื่อปลายปี 2014 เราอาจได้ยินข่าวการจมเรือผู้ลี้ภัยจากอัฟริกาและตะวันออกกลางในทะเลเมดิเตอเรเนียนโดยกลุ่มนักค้ามนุษย์ เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิต 11 คนจากจำนวนผู้อพยพทั้งหมด 500 คนที่โดยสารกันมาอย่างแออัดในเรือขนาดเล็ก แต่เราอาจจะไม่เคยรับรู้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างวีรสตรีผู้เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางถึงความกล้าหาญและความมีมนุษยธรรมของเธอ

เรื่องราวที่ว่านี้เป็นเกิดขึ้นกับโดอา อัลซาเมล (Doaa Al-Zamel) สาวน้อยชาวซีเรียวัย 19 ปีที่ต้องหนีภัยสงครามในซีเรียและความลำบากในค่ายผู้อพยพของอียิปต์ที่เธอใช้เป็นที่ลี้ภัยมาแล้วกว่า 3 ปี โดอาตัดสินใจเดินทางออกจากค่ายผู้ลี้ภัยในอียิปต์เพราะเธอเห็นแล้วว่าหากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อไปเธอคงเป็นคนไร้อนาคตอย่างแน่นอน เพราะสงครามในซีเรียก็ไม่มีท่าทีจะสิ้นสุด และสภาพของค่ายผู้อพยพในอียิปต์ก็ทำให้ชีวิตของเธอมีแต่ย่ำแย่ลงไปทุกวัน โดอากับบัซเซ็มคู่หมั้นของเธอตัดสินใจจ่ายเงินให้กับเรือที่ขนส่งผู้ลี้ภัยไปยังยุโรป แม้ทั้งสองจะเคยได้ยินความเลวร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ที่อาศัยทำมาหากินอยู่กับผู้ลี้ภัย ในที่สุดทั้งสองก็ได้เดินทางมาในเรือลำหนึ่งที่บรรทุกผู้อพยพจากชาติต่าง ๆ ในอัฟริกาและตะวันออกกลางอีกประมาณ 500 ชีวิตที่อัดแน่นกันมาเต็มลำเรือเพื่อลี้ภัยไปยังประเทศในยุโรป

แต่แล้วเรือของโดอาก็ถูกจมลงอย่างโหดเหี้ยมโดยพวกนักค้ามนุษย์ที่ลักลอบพาพวกเขาข้ามฝั่ง โดอาเล่าว่าขณะที่พวกเขาจมเรือของผู้อพยพนั้นพวกนักค้ามนุษย์เหล่านั้นหัวเราะกันอย่างขบขันและสนุกสนาน แต่โดอาโชคดีที่สามารถคว้าห่วงยางชูชีพแบบเด็กเล่นไว้ได้ เธอจึงใช้อุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวนี้เป็นทียึดเกาะเพื่อเอาชีวิตรอดในขณะที่เธอว่ายน้ำไม่เป็นและอยู่ในสภาวะขวัญผวา แต่ในไม่ช้าโดอาก็ต้องเผชิญหน้ากับความตายของเพื่อนร่วมลำเรือที่ลอยคออยู่รอบข้างและค่อย ๆ ทั้งตัวลงสู่มหาสมุทรไปทีละคนสองคน โดยหนึ่งในนั้นคือคู่หมั้นของเธอซึ่งกำลังพยุงตัวอยู่ในน้ำข้าง ๆ เธอและกำลังจะหมดแรงลงในไม่ช้า

วินาทีสำคัญมาถึงเมื่อพ่อของมาลิกทารกน้อยอายุ 9 เดือนขอให้โดอาช่วยรับเด็กน้อยไว้ในห่วงชูชีพเล็ก ๆ ของเธอเพราะเขากำลังจะหมดแรง โดอารับมาลิกไว้ในอ้อมกอดของเธอด้วยความเต็มใจ

แต่แล้ววินาทีที่เจ็บปวดที่สุดก็มาถึงเมื่อบัซเซ็มคู่หมั้นของเธอหมดแรงที่จะลอยตัวต่อไปและในที่สุดเขาก็ต้องกล่าวคำอำลาเธอก่อนจะจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทรไปต่อหน้าต่อตา

แล้วโดอาก็ต้องเผชิญกับวินาทีสำคัญอีกครั้งเมื่อแม่ของมาซาเด็กน้อยวัย 1 ขวบครึ่งขอให้โดอาช่วยรับลูกสาวของเธอไว้ก่อนที่เธอจะหมดแรงจมน้ำไปอีกคน นับจากวินาทีนั้นโดอารู้ว่าสิ่งที่เธอพอจะทำได้มีเพียงการช่วยประคับประคองทั้งสองชีวิตไว้ในห่วงชูชีพเล็ก ๆ ที่เธออาศัยเอาชีวิตรอด เธอพยายามปลอบโยนเด็กทั้งสอง ร้องเพลง และอ่านถ้อยคำจากอัลกุรอานให้พวกเขาฟัง

แต่แล้ววินาทีสำคัญก็มาถึงอีกครั้งเมื่อแม่ของเด็กชายอายุ 4 ขวบคนหนึ่งขอให้โดอาช่วยรับเด็กน้อยไว้ในห่วงชูชีพเดียวกับเธอก่อนที่เธอจะจมน้ำไปอีกคน แต่ไม่นานนักเด็กน้อยคนนั้นกลับสิ้นชีวิตลงทำให้โดอาจำใจต้องปล่อยหนูน้อยคนนั้นลงน้ำไป เหลือเพียงเธอและอีกสองชีวิตน้อย ๆ ที่รายรอบไปด้วยซากศพที่มีสภาพขึ้นอืดน่ากลัวลอยอยู่รอบข้าง

และแล้วปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น ในค่ำคืนของวันที่สี่ที่โดอาและเด็กน้อยทั้งสองพยายามเอาชีวิตรอดอยู่ในห่วงชูชีพเล็กๆโดยปราศจากน้ำและอาหารก็มีเรือสินค้าลำหนึ่งของกรีกได้พบพวกเขาและพยายามช่วยชีวิตพวกเขาไว้ แต่โดอาก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายว่าเด็กน้อยมาลิกได้จากเธอไปเสียแล้วหลังจากได้รับการช่วยเหลือได้ไม่นาน มีเพียงหนูน้อยมาซาเท่านั้นที่รอดชีวิตราวปาฏิหารย์

ทำไมคนที่กำลังจะตาย ตื่นตระหนก และไม่มีหนทางแม้จะช่วยเหลือตนเองถึงยังพยายามช่วยเหลืออีกสามชีวิตให้รอด ทำไมคนที่ต้องทิ้งบ้านเรือนของพวกเขาทั้งๆที่ไม่เต็มใจด้วยเหตุแห่งภัยสงครามซึ่งเกินกำลังที่พวกเขาจะหลีกเลี่ยง กลับได้รับการเหลียวแลจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพียงน้อยนิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของซึเรียกำลังแบกรับภาระผู้อพยพที่หนีภัยสงครามกว่าครึ่งค่อนประเทศ ทำไมโลกที่ร่ำรวยกว่า ที่มีความเจริญรุ่งเรืองกว่าในทุกด้านถึงยินดีที่จะปล่อยให้เพื่อนมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับภัยสงครามเพียงลำพังโดยไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เหล่านี้คือคำถามที่ Melissa Fleming โฆษกของ UNHCR พยายามชี้ชวนให้เพื่อนมนุษย์ได้คิดตาม และช่วยกันแก้ปัญหาในสิ่งที่เราพอจะทำได้

รับฟังเรื่องราวของสาวน้อยโดอาจากคำบอกเล่าของ Melissa Fleming ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=c00zfzk4gdg

อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unhcr.org/5475d4626.html

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑